⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1054/2520

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1054/2520

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. การดำรงตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติไม่เป็นเหตุให้ต้องพ้นจากตำแหน่งทางการเมืองหรือตำแหน่งหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐอื่น 2. ผู้โอนกรรมสิทธิ์อาคารยังมีสิทธิฟ้องขับไล่ผู้เช่าให้ออกจากอาคารได้ หากผู้เช่าไม่ยอมออกจากอาคารตามสัญญา

ย่อคำพิพากษา

ว. เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติโดยธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2515 ต่อมามีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบทเฉพาะกาล มาตรา 234 ที่มิให้นำมาตรา102, 103 ของรัฐธรรมนูญดังกล่าวมาใช้บังคับแก่การดำรงตำแหน่งของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ผลจึงมีว่า ว. ย่อมจะดำรงตำแหน่งการเมืองและตำแหน่งหรือหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐได้ในคราวเดียวกัน ว. จึงไม่เป็นผู้ที่ไม่อาจทำงานเต็มเวลาให้แก่การเคหะแห่งชาติตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 316 ข้อ 22 (3) และ (5) ว. จึงอาจดำรงตำแหน่งผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติต่อไป และมีสิทธิที่จะมอบอำนาจให้ น.ฟ้องคดีแทนได้ แม้โจทก์จะได้โอนขายกรรมสิทธิ์อาคารห้องพิพาทให้แก่ผู้อื่นไปแล้ว แต่โจทก์ยังมีหน้าที่ต้องส่งมอบอาคารหลังพิพาทให้แก่ผู้ชื้อเพื่อการรื้อถอนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 461 เมื่อจำเลยไม่ยอมออกจากอาคารที่เช่า โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.461 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.537 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ม.234 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517 ม.234

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เดิมจำเลยได้เช่าอาคารพิพาทจากกรมประชาสงเคราะห์ ต่อมาได้มีประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๑๖ ให้โอนทรัพย์สิน สิทธิ หนี้ และความรับผิดอันเกี่ยวกับงานด้านอาคารสงเคราะห์ การจัดสรรที่ดิน และการปรับปรุงแหล่งเสื่อมโทรมจากกรมประชาสงเคราะห์ให้โจทก์ดำเนินงาน เมื่อสิ้นกำหนดเวลาการเช่าแล้ว จำเลยได้อยู่ในห้องเช่าต่อมา โจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยเช่าต่อไป เพราะต้องการรื้อถอนอาคารที่พิพาทดังกล่าว โจทก์ได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่ากับจำเลย จำเลยไม่ยอมออกจากอาคารที่เช่า เป็นเหตุให้โจทก์เสียหาย ขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกจากห้องพิพาทและส่งมอบห้องดังกล่าวคืนแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย จำเลยให้การว่า นายวทัญญู ณ ถลาง เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติและเป็นผู้ไม่อาจทำงานเต็มเวลาให้แก่การเคหะแห่งชาติ จึงเป็นผู้ขาดคุณสมบัติและต้องห้ามมิให้เป็นผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๓๑๖ ข้อ ๒๒ (๓)(๕) จึงไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์อาคารห้องพิพาทโดยได้ประมูลขายให้แก่ผู้ซื้อไปแล้ว จึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยไม่เคยค้างชำระค่าเช่าแก่โจทก์ จึงไม่เป็นผู้ผิดสัญญาเช่า ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากห้องพิพาทและส่งมอบอาคารดังกล่าวแก่โจทก์ พร้อมกับใช้ค่าเสียหาย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยได้เช่าห้องพิพาทจากโจทก์ครบกำหนดเวลาเช่าแล้ว จำเลยได้เช่าต่อไปโดยไม่มีกำหนดเวลา ต่อมาได้มีประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๓๑๖ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๑๕ ให้โอนกิจการทรัพย์สิน สิทธิ หนี้ และความรับผิดของกรมประชาสงเคราะห์เฉพาะที่เกี่ยวกับกิจการอาคารสงเคราะห์ให้แก่การเคหะแห่งชาติซึ่งก่อตั้งขึ้นตามประกาศของคณะปฏิวัติดังกล่าว การเคหะแห่งชาติได้ประกวดราคาขายอาคารสงเคราะห์ดังกล่าวโดยเจ้าของร้านทรงชัยค้าไม้เป็นผู้ซื้อได้และจะต้องรื้อถอนไป การเคหะแห่งชาติได้บอกเลิกสัญญาเช่ากับจำเลยและให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้าง จำเลยไม่ยอมส่งมอบอาคารและชำระค่าเช่า นายวทัญญู ณ ถลาง ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติจึงได้มอบอำนาจให้นายนินนาท สาครรัตน์ เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ นายวทัญญู ณ ถลาง ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติมาก่อน ต่อมาจึงได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติ ที่จำเลยฎีกาว่า นายวทัญญู ณ ถลาง ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติเป็นผู้ขาดคุณสมบัติและต้องห้ามมิให้เป็นผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติเพราะได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งเป็นตำแหน่งทางการเมืองและเป็นผู้ไม่อาจทำงานเต็มเวลาให้แก่การเคหะแห่งชาติตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๑๖ ข้อ ๒๒ (๓) (๕) และไม่มีสิทธิมอบอำนาจให้นายนินนาท สาครรัตน์ ฟ้องคดีนี้นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า นายวทัญญู ณ ถลาง เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติโดยธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๑๕ และต่อมามีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบทเฉพาะกาล มาตรา ๒๓๔ ที่มิให้นำมาตรา ๑๐๒, ๑๐๓ ของรัฐธรรมนูญดังกล่าวมาใช้บังคับแก่การดำรงตำแหน่งของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ผลจึงมีว่านายวทัญญู ณ ถลางย่อมจะดำรงตำแหน่งการเมืองและตำแหน่งหรือหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐได้ในคราวเดียวกัน นายวทัญญู ณ ถลาง จึงไม่เป็นผู้ที่ไม่อาจทำงานเต็มเวลาให้แก่การเคหะแห่งชาติตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๑๖ ข้อ ๒๒ (๓) และ (๕) นายวทัญญู ณ ถลาง จึงอาจดำรงตำแหน่งผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติต่อไป และมีสิทธิที่จะมอบอำนาจให้นายนินนาท สาครรัตน์ ฟ้องคดีนี้ได้ ที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ เพราะได้โอนขายกรรมสิทธิ์อาคารห้องพิพาทให้แก่ร้านทรงชัยค้าไม้แล้วนั้น เ ห็นว่าโจทก์ยังมีหน้าที่ต้องส่งมอบอาคารหลังพิพาทให้แก่ผู้ซื้อเพื่อการรื้อถอนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๖๑ เมื่อจำเลยไม่ยอมออกจากอาคารที่เช่า โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยได้ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1054/2520 การเคหะแห่งชาติ โดยนายนินนาท สาครรัตน์ ผู้รับมอบอำนาจ โจทก์ นางประหยัด พึ่งสุจริต ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - การเคหะแห่งชาติ โดยนายนินนาท สาครรัตน์ ผู้รับมอบอำนาจ · ล. - นางประหยัด พึ่งสุจริต
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)แผ้ว ศิวะบวร · จันทร์ ระรวยทรง · พยนต์ ยาวะประภาษ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายยง ศรีนาม · ศาลอุทธรณ์ - นายนิยม ติวุตานนท์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1798/2506ฎีกา 681/2506ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 1889/2511ฎีกา 8680/2551ฎีกา 861/2540ฎีกา 1036/2506ฎีกา 863/2524ฎีกา 9188/2538ฎีกา 1170/2505ฎีกา 1593/2524ฎีกา 4470/2543ฎีกา 713/2512ฎีกา 1194/2527ฎีกา 3024/2528ฎีกา 2224/2528ฎีกา 1959/2529
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา