⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1130/2520

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1130/2520

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำผิดกฎหมายหลายบทโดยมีเจตนาอันแท้จริงเพื่อกระทำความผิดบทใดบทหนึ่งเป็นสำคัญ ถือเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ศาลจะลงโทษจำเลยทุกกระทงไม่ได้

ย่อคำพิพากษา

การที่จำเลยบุกรุกเข้าไปในเคหสถานของผู้เสียหายแล้วจำเลยได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย นั้น เห็นได้ว่าจำเลยได้กระทำผิดษฐานบุกรุกและข่มขืนกระทำชำเราต่อเนื่องกัน โดยมีเจตนาอันแท้จริงเพื่อข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายเป็นสำคัญ การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่าจำเลยได้กระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน และจำเลยรับสารภาพตามฟ้องก็ตาม ศาลก็ลงโทษจำเลยทุกกระทงไม่ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.176 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.185 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.276 ประมวลกฎหมายอาญา ม.364 ประมวลกฎหมายอาญา ม.365

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๑๙ เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยได้บุกรุกเข้าไปอยู่ในกระท่อมอันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยในความครอบครองของนางบัวสอด แสนทวีสุข ผู้เสียหาย โดยไม่ได้รับอนุญาตและโดยไม่มีเหตุอันสมควร แล้วจำเลยได้ข่มขืนกระทำชำเรานางบัวสอดอายุ ๑๘ ปี ซึ่งมิใช่ภรรยาของจำเลย โดยใช้กำลังกายบีบคอปลุกปล้ำและใช้มีดปลายแหลมจี้ขู่เข็ญนางบัวสอด จนจำเลยสำเร็จความใคร่สองครั้ง โดยนางบัวสอดไม่สามารถขัดขืนได้ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๖, ๓๖๔, ๓๖๕, ๙๑ ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๑ ลงวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๑๔ ข้อ ๒, ๗ จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๖, ๓๖๔, ๓๖๕, ๙๐ ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๑ ลงวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๑๔ ข้อ ๒, ๗ (ที่ถูกเป็นข้อ ๗ ข้อเดียว) ให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๖ ซึ่งเป็นบทหนัก จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๒ ปี คำขออื่นให้ยก โจทก์อุทธรณ์ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานบุกรุกกระทงหนึ่งและเป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราอีกกระทงหนึ่ง ขอให้ลงโทษทุกกระทง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อจำเลยบุกรุกเข้าไปในเคหสถานของผู้เสียหายแล้วจำเลยได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย จำเลยกระทำผิดต่อเนื่องกันโดยมีเจตนาอันแท้จริงเพื่อข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายเป็นสำคัญ การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แม้โจทก์จะได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยได้กระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน และจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลก็ลงโทษจำเลยทุกกระทงไม่ได้ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1130/2520 พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี โจทก์ นายสมจิตร อินนวล ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี · ล. - นายสมจิตร อินนวล
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชลูตม์ สวัสดิทัต · ประภาศน์ อวยชัย · พัลลภ สังโขบล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดอุบลราชธานี - นายชนะ ภาสกานนท์ · ศาลอุทธรณ์ - นายพิพัฒน์ จักรางกูร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7570/2541ฎีกา 6205/2541ฎีกา 1656/2544ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2530/2527ฎีกา 7722/2544ฎีกา 2165/2531ฎีกา 4180/2548ฎีกา 19406/2555ฎีกา 5305/2539ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1699/2525ฎีกา 1715/2545ฎีกา 3026/2517ฎีกา 6355/2544ฎีกา 1875/2547ฎีกา 633/2540ฎีกา 3911/2568ฎีกา 7281/2537ฎีกา 2963/2535ฎีกา 1666/2521ฎีกา 726/2487ฎีกา 2813/2566ฎีกา 848/2545
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา