⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1202/2520

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1202/2520

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
โจทก์สามารถอ้างบุคคลที่เคยถูกฟ้องร่วมกับจำเลยในคดีเดียวกัน แต่ถูกแยกฟ้องเป็นคดีใหม่ต่างหาก และขณะเบิกความเป็นพยานไม่ได้อยู่ในฐานะจำเลย มาเป็นพยานในคดีของจำเลยได้ การกระทำของเจ้าพนักงานหลายอย่างที่มุ่งช่วยเหลือผู้กระทำผิดให้พ้นผิดและเป็นการกระทำต่อเนื่องกัน ถือเป็นกรรมเดียวกัน แต่เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

ย่อคำพิพากษา

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 232 ที่บัญญัติห้ามมิให้โจทก์อ้างจำเลยเป็นพยานนั้น หมายถึงห้ามโจทก์อ้างตัวจำเลยเป็นพยานของโจทก์เท่านั้น ฉะนั้นถึ้งแม้ร้อยเอกจุลจะเคยถูกฟ้องร่วมกับจำเลยทั้งสามมาก่อน ศาลก็ได้สั่งให้แยกฟ้องจำเลยเป็นคดีใหม่ต่างหากจากคดีที่ร้อยเอกจุลเคยถูกฟ้องร่วมกับจำเลยทั้งสาม โจทก์จึงอ้างร้อยเอกจุลเป็นพยานได้ โดยขณะที่ร้อยเอกจุลเบิกความเป็นพยานโจทก์ในคดีนี้ ร้อยเอกจุลมิได้อยู่ในฐานะเป็นจำเลย การที่จำเลยทั้งสามซึ่งเป็นเจ้าพนักงานมีอำนาจสืบสวนสอบสวนและจับกุมผู้กระทำผิด ได้ทราบแล้วว่านายเซ่งเป็นคนยิงนายชาญตาย แต่ไม่ทำการจับกุมอันเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157, 200 ทั้งยังร่วมกันขนย้ายศพนายชาญผู้ตายไปทิ้งเพื่อปิดบังการตายอันเป็นความผิดตามมาตรา 199 นอกจากนี้ยังร่วมกันโกยเลือดนายชาญไปทิ้งที่อื่นอันเป็นความผิดฐานทำลายพยานหลักฐาานในการกระทำผิดตาม มาตรา 184 เช่นนี้ แม้การกระทำของจำเลยทั้งสามจะเป็นการกระทำหลายอย่าง แต่ก็ด้วยเจตนาอันเดียวกัน คือ เพื่อช่วยเหลือมิให้ผู้กระทำผิดต้องรับโทษและเป็นการกระทำต่อเนื่องกัน การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นกรรมเดียวกัน แต่เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.226 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.232 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.157 ประมวลกฎหมายอาญา ม.184 ประมวลกฎหมายอาญา ม.199 ประมวลกฎหมายอาญา ม.200

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า ในขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ ๑ เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ดเป็นพนักงานฝ่ายปกครอง มีอำนาจสืบสวนสอบสวนจับกุมผู้กระทำผิดอาญา จำเลยที่ ๒ เป็นรองผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นตำรวจชั้นผู้ใหญ่และเป็นพนักงานสอบสวนจำเลยที่ ๓ เป็นหัวหน้าสถานีตำรวจกิ่งอำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ ๘ มกราคม ๒๕๑๒ เวลากลางคืนหลังเที่ยง ถึงวันที่ ๙ มกราคม ๒๕๑๖ เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยทั้งสามได้ประสพเหตุรู้ว่านายเซ่งจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๓๓๔/๒๕๑๖ ของศาลมณฑลทหารบกที่ ๖ (ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด) ใช้อาวุธปืนยิงนายชาญตาย จำเลยมีอำนาจจับกุม สืบสวนสอบสวน แต่จำเลยร่วมกันละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และไม่กระทำการอย่างใด ๆ ในตำแหน่งอันเป็นการมิชอบ ไม่จับกุมนายเซ่งและไม่ทำการสืบสวน สอบสวน ดำเนินคดี ทำให้เกิดความเสียหายแก่นางพรมและประชาชนตามวันเวลาดังกล่าว จำเลยทั้งสามกับร้อยเอกจุลซึ่งศาลพิพากาาลงโทษไปแล้วกับพวกอีกหลายคน ร่วมกันยักย้ายทำลายศพนายชาญโดยเอาศพบรรทุกรถยนต์ไปทิ้งในเขตอำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร เพื่อปิดบังการตาย เพื่อช่วยเหลือนายเซ่งมิให้ต้องรับโทษ และจำเลยทั้งสามกับร้อยเอกจุลได้ทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้นและทำให้สูญหายซึ่งพยานหลักฐานในการกระทำผิดของนายเซ่ง โดยร่วมกันขุดโกยเอาโลหิตของนายชาญที่พื้นดินหน้าชุดคุ้มครองหมู่บ้านดงบังไปทิ้งที่อื่น แล้วเอาดินมากลบเพื่อช่วยเหลือนายเซ่งมิให้ต้องรับโทษ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗, ๑๘๔, ๑๙๙, ๒๐๐ และ ๘๓ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.๒๕๐๒ มาตรา ๑๓ จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่าจำเลยทั้งสามมีความผิดความประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๕๗, ๑๘๔, ๑๙๙, ๒๐๐ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.๒๕๐๒ มาตรา ๑๓ การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียว แต่ผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษตามมาตรา ๑๕๗ อันเป็นบทหนัก ให้จำคุกจำเลยทั้งสามคนละ ๑ ปี คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ ๒ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามมาตรา๗๘ คงจำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๘ เดือน โจทก์และจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสามฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาใน (ปัญหา) ข้อเท็จจริงได้ โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามที่จำเลยฎีกาว่าร้อยเอกจุลถูกฟ้องมาในคดีเดียวกับจำเลยทั้งสาม แต่โดยที่ร้อยเอกจุลรับสารภาพ ศาลจึงสั่งให้แยกฟ้องจำเลยทั้งสามที่ให้การปฏิเสธเป็นคดีนี้เสียใหม่ จึงเท่ากับเป็นคดีเดียวกัน โจทก์จึงอ้างร้อยเอกจุลเป็นพยานและนำสืบไม่ได้นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๓๒ ที่บัญญัติห้ามมิให้โจทก์อ้างจำเลยเป็นพยานนั้น หมายถึงห้ามโจทก์อ้างตัวจำเลยเป็นพยานของโจทก์เท่านั้นถึงแม้ร้อยเอกจุลจะเป็นผู้ที่เคยถูกฟ้องร่วมกับจำเลยทั้งสามมาก่อนก็ตาม ก็มิใช่ตัวจำเลยในคดีที่โจทก์ประสงค์จะอ้างเป็นพยาน เพราะศาลได้สั่งให้แยกฟ้องจำเลยเป็นคดีใหม่ต่างหาก จากคดีที่ร้อยเอกจุลเคยถูกฟ้องร่วมกับจำเลยทั้งสามแล้ว โจทก์จึงอ้างร้อยเอกจุลเป็นพยานได้ไม่ต้องห้าม โดยขณะที่ร้อยเอกจุลเบิกความเป็นพยานโจทก์ในคดีนี้ ร้อยเอกจุลมิไดอยู่ในฐานะเป็นจำเลย กรณีไม่ต้องห้ามตามมาตรา ๒๓๒ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าร้อยเอกจุลผู้นี้ยังไม่มีการสอบสวนในฐานะพยาน ย่อมอ้างเป็นพยานไม่ได้นั้น เห็นว่า ไม่มีบทกฎหมายใดเลยที่บัญญัติไว้เช่นนั้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ศาลต้องพิพากษาลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฯ ศาลฎีกาเห็นว่า แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสามเป็นเจ้าพนักงานมีอำนาจสืบสวนสอบสวนและจับกุมผู้กระทำผิดได้ทราบแล้วนายเซ่งเป็นคนยิงนายชาญตาย แต่ไม่ทำการจับกุมอันเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๕๗, ๒๐๐ และพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. ๒๕๐๒ มาตรา ๑๓ รวมทั้งสมคบร่วมกันขนย้ายศพนายชาญผู้ตายไปทิ้งเพื่อปิดบังการตายอันเป็นความผิดตามมาตรา ๑๙๙ นอกจากนี้จำเลยทั้งสามยังสมคบร่วมกันโกยเลือดนายชาญไปทิ้งที่อื่น อันเป็นความผิดฐานทำลายพยานหลักฐานในการกระทำผิดตามมาตรา ๑๘๔ ก็ตาม ศาลฎีกาเห็นว่า แม้การกระทำผิดของจำเลยทั้งสามจะเป็นการกระทำหลายอย่าง แต่ก็ด้วยเจตนาอันเดียวกัน คือ เพื่อช่วยเหลือมิให้ผู้กระทำผิดต้องรับโทษ และเป็นกระทำต่อเนื่องกัน การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นกรรมเดียวกัน แต่เป็นผิดต่อกฎหมายหลายบท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ ซึ่งบัญญัติให้ใช้กฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดแก่ผู้กระทำผิด แต่ศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยทั้งสามมีคุณงามความดีและไม่เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุกมาก่อน จึงพิพากษาแก้เป็นว่า ให้รอการลงโทษจำเลยทั้งสามไว้มีกำหนดคนละ ๓ ปี ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1202/2520 พนักงานอัยการจังหวัดร้อยเอ็ด โจทก์ นายประมูล ศรัทธาทิพย์ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดร้อยเอ็ด · ล. - นายประมูล ศรัทธาทิพย์ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประภาศน์ อวยชัย · รัตน์ ศรีไกรวิน · ชลูตม์ สวัสดิทัต
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลมณฑลทหารบกที่ 6 (ศาลจังหวัด - นายสกล เหมือนพะวงศ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายสีห์ คลายนสูตร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7570/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 7722/2544ฎีกา 2165/2531ฎีกา 4180/2548ฎีกา 5305/2539ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1699/2525ฎีกา 1715/2545ฎีกา 6355/2544ฎีกา 1875/2547ฎีกา 633/2540ฎีกา 3911/2568ฎีกา 605/2511ฎีกา 7281/2537ฎีกา 1666/2521ฎีกา 8297/2540ฎีกา 4519/2544ฎีกา 2766/2546ฎีกา 8833/2554ฎีกา 3864/2546ฎีกา 2747/2529ฎีกา 2664/2520ฎีกา 3310/2541
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา