⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 709/2520

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 709/2520

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การเปรียบเทียบปรับตามกฎหมายศุลกากรจะสมบูรณ์ต่อเมื่อผู้ถูกกล่าวหาได้ยินยอมและชำระค่าปรับตามที่เปรียบเทียบแล้วเท่านั้น หากผู้ถูกกล่าวหาไม่ยินยอมและไม่ชำระค่าปรับ การเปรียบเทียบนั้นไม่มีผลผูกพัน และหน่วยงานศุลกากรจะไม่มีอำนาจหักเงินประกันค่าอากรเพื่อชำระค่าปรับดังกล่าว.

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับกรมศุลกากรจำเลยคืนเงินอากรขาเข้าของโจทก์ที่วางเป็นประกันไว้แล้วเหลืออยู่จากจำเลย ไม่ใช่เป็นเรื่องเรียกร้องให้จำเลยใช้ค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิด จึงนำอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 มาใช้บังคับมิได้ การเปรียบเทียบปรับโดยอธิบดีตามพระราชบัญญัติศุลกากรฯ มาตรา 102 ก็ดี หรือโดยคณะกรรมการเปรียบเทียบตามมาตรา 102 ทวิ ก็ดี จะต้องปรากฏว่าผู้จะถูกฟ้องได้ยินยอมและใช้ค่าปรับตามที่ผู้มีอำนาจเปรียบเทียบได้เปรียบเทียบด้วยจึงจะชอบ กรมศุลกากรจำเลยเห็นว่าโจทก์มีความผิดฐานสำแดงเท็จชนิดและราคาสินค้าผ้าเพื่อหลีกเลี่ยงอากร จึงเสนอคณะกรรมการเปรียบเทียบพิจารณาปรับโจทก์สองเท่าของอากรที่ขาด คณะกรรมการเปรียบเทียบมีมติเห็นชอบด้วย แล้วนิติกรของจำเลยได้มีหนังสือเรียกโจทก์มาทำกความตกลงตามมติของคณะกรรมการเปรียบเทียบ แต่โจทก์ไม่มาติดต่อจำเลยจึงส่งเรื่องให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดี ดังนี้ แสดงว่าโจทก์หาได้ยินยอมตามที่เปรียบเทียบและใช้ค่าปรับแต่อย่างใดไม่ ส่วนที่โจทก์ทำสัญญาทัณฑ์บนไว้กับกรมศุลกากรจำเลยพร้อมกับนำหลักฐานสัญญาค้ำประกันของธนาคารมาวางค้ำประกันไว้ ก็เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ขอรับสินค้าที่ถูกกักไว้เพื่อไปจำหน่าย มิใช่เรื่องที่โจทก์ยินยอมให้ปรับ จำเลยจึงไม่มีอำนาจสั่งปรับโจทก์ และจะหักเงินประกันค่าอากรขาเข้าซึ่งเหลืออยู่ที่จำเลยชำระค่าปรับไม่ได้ต้องคืนให้โจทก์ไป

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.448 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1336 พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 12) พ.ศ.2497 ม.9 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ม.9 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ม.102

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์สั่งสินค้าผ้าเข้ามา โจทก์ได้วางเงินประกันอากรขาเข้าและภาษีการค้ารวม ๙๐,๐๐๐ บาท ให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรไว้แล้ว ต่อมากรมศุลกากรเรียกอากรขาเข้าจากโจทก์เพิ่มอีกจากที่โจทก์ยื่นประเมินไว้ รวมเป็นอากรขาเข้า ๖๕,๙๔๒.๔๕ บาท โจทก์ยอมเสียอากรขาเข้าตามที่เรียกเก็บใหม่นี้ แต่โจทก์ได้วางเงินประกันอากรขาเข้าไว้ ๗๖,๘๐๐ บาท จึงยังเหลือเงินอีก ๑๐,๘๕๗.๕๕ บาท แทนที่กรมศุลกากรจะคืนเงินดังกล่าว กลับสั่งปรับอีก ๕๐,๗๒๔.๙๖ บาท โดยปราศจากอำนาจตามกฎหมายขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยคืนเงิน ๑๐,๔๕๗.๕๕ บาท ให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ย จำเลยให้การว่า กรมศุลกากรเห็นว่าโจทก์สำแดงไว้ในใบขนสินค้าขาเข้าเป็นเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีอากร จึงสั่งปรับ ๒ เท่าของอากรที่ขาด เป็นเงินค่าปรับ ๕๐,๗๒๔.๙๖ บาท การที่ให้งดดำเนินคดีแก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๑๐๒, ๑๐๒ ทวิ นั้น เนื่องจากคณะกรรมการเปรียบเทียบมีมติให้ปรับโจทก์เป็นเงิน ๒๕,๓๖๒.๔๘ บาท ซึ่งโจทก์ให้ธนาคารประกันโจทก์ไว้ และโจทก์ทำทัณฑ์บนต่อกรมศุลกากรแล้ว จำเลยกระทำไปโดยสุจริต ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม และคดีขาดอายุความ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ คืนเงิน ๑๐,๘๕๗.๕๕ บาท ให้โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้อง ส่วนที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๒ ให้ยก จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ ๑ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อที่จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่าคดีของโจทก์ขาดอายุความนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินอากรขาเข้าของโจทก์ที่วางเป็นประกันไว้แล้วเหลืออยู่จากจำเลย ไม่ใช่เป็นเรื่องเรียกร้องให้จำเลยใช้ค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิด ฉะนั้น จึงนำอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๔๘ มาใช้บังคับในกรณีนี้มิได้ ส่วนข้อที่จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่า จำเลยสั่งปรับโจทก์และหักเงินค่าประกันชำระค่าปรับเป็นการกระทำตามอำนาจและหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายนั้น ข้อนี้จำเลยอ้างว่าโจทก์สำแดงน้ำหนักของสินค้าและชนิดของผ้าที่นำเข้ามาในใบขนสินค้าขาเข้าเป็นเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงอากรโดยเสียน้อยลง และโจทก์ไม่อาจพิสูจน์ความบริสุทธิ์ได้ซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๒๗, ๙๙ กรมศุลกากรจึงสั่งปรับโจทก์ตามมติของคณะกรรมการเปรียบเทียบ ๒ เท่าของอากรที่ขาด โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๑๐๒, ๑๐๒ ทวิ ศาลฎีกาเห็นว่าตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๑๐๒ บัญญัติว่า "ภายในบังคับแห่งมาตรา ๑๐๒ ทวิ ถ้าบุคคลใดจะต้องถูกฟ้องตามพระราชบัญญัตินี้และบุคคลนั้นยินยอมและใช้ค่าปรับ หรือได้ทำความตกลงหรือทำทัณฑ์บนหรือให้ประกันตามที่อธิบดีจะเห็นสมควรแล้ว อธิบดีจะงดการฟ้องร้องเสียก็ได้ ฯลฯ" และตามมาตรา ๑๐๒ ทวิ บัญญัติว่า "สำหรับความผิดตามมาตรา ๒๗ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ ๑๑) พุทธศักราช ๒๔๙๐ และมาตรา ๓๑, ๓๖ และ ๙๖ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช ๒๔๖๙ และมาตรา ๕, ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ ๗) พุทธศักราช ๒๔๘๐ ถ้าราคาของกลางรวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วเกินกว่าสี่หมื่นบาท ให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยผู้แทนกรมศุลกากร ผู้แทนกระทรวงการคลังและผู้แทนกรมตำรวจที่จะเปรียบเทียบและงดการฟ้องร้อง ฯลฯ" ตามบทบัญญัติดังกล่าวศาลฎีกาเห็นว่า การเปรียบเทียบปรับโดยอธิบดีตามมาตรา ๑๐๒ ก็ดี หรือโดยคณะกรรมการเปรียบเทียบตามมาตรา ๑๐๒ ทวิ ก็ดี จะต้องปรากฏว่าผู้จะถูกฟ้องได้ยินยอมและใช้ค่าปรับตามที่ผู้มีอำนาจเปรียบเทียบได้เปรียบเทียบด้วยจึงจะชอบ แต่คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า กรมศุลกากร จำเลยที่ ๑ เห็นว่าโจทก์มีความผิดฐานสำแดงเท็จชนิดและราคาผ้าต่ำกว่าความเป็นจริงเพื่อหลีกเลี่ยงอากร จึงเสนอคณะกรรมการเปรียบเทียบพิจารณาปรับโจทก์ ๒ เท่าของอากรที่ขาด เป็นเงิน ๕๐,๗๒๔.๙๖ บาท ซึ่งคณะกรรมการเปรียบเทียบมีมติเห็นชอบด้วย นายสุวพจน์นิติกรตรี พนักงานของกรมศุลกากร จำเลยที่ ๑ จึงได้มีหนังสือเรียกโจทก์มาทำความตกลงตามติของคณะกรรมการเปรียบเทียบ แต่โจทก์ไม่มาติดต่อกรมศุลกากร จำเลยที่ ๑ จึงส่งเรื่องไปให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีกับโจทก์ ข้อเท็จจริงได้ความดังกล่าวจึงแสดงว่าการที่กรมศุลกากร จำเลยที่ ๑ ปรับโจทก์ ๒ เท่าของอากรที่ขาดตามมติของคณะกรรมการเปรียบเทียบนั้น โจทก์มิได้ยินยอมตามที่ได้เปรียบเทียบและใช้ค่าปรับแต่อย่างใด และที่โจทก์ทำสัญญาทัณฑ์บนไว้กับกรมศุลกากรจำเลยที่ ๑ พร้อมกับนำหลักฐานสัญญาค้ำประกันของธนาคารกรุงเทพ เพื่อค้ำประกันเมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๑๒ ตามเอกสารหมาย ล.๑ นั้น ก็ฟังได้ตามที่ศาลวินิจฉัยว่า ข้อความในสัญญาทัณฑ์บนได้ระบุไว้ชัดว่า เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ขอรับสินค้าถูกกัดไว้ ๒ หีบเพื่อนำไปจำหน่าย หาใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ยินยอมให้ปรับข้อหาฐานสำแดงเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงอากรตามที่จำเลยอ้างไม่ นอกจากนี้จะเห็นได้อีกว่าโจทก์ได้ทำสัญญาทัณฑ์บนตัวต่อกรมศุลกากรจำเลยที่ ๑ ตามเอกสารหมาย ล.๑ ก่อนที่คณะกรรมการเปรียบเทียบจะมีมติให้ปรับโจทก์เพื่อระงับคดี โดยเจ้าหน้าที่ของกรมศุลกากรจำเลยที่ ๑ เพิ่งมีความเห็นให้เสนอเรื่องต่อคณะกรรมการเปรียบเทียบเมื่อวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๑๓ ตามเอกสารหมาย ล.๒ ย่อมเป็นข้อสนับสนุนให้เห็นว่าโจทก์ไม่ได้ยินยอมให้เปรียบเทียบปรับปละใช้ค่าปรับ ดังนั้น กรมศุลกากรจำเลยที่ ๑ จึงไม่มีอำนาจสั่งปรับโจทก์ข้อหาสำแดงเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงอากรและหักเงินค่าประกันชำระค่าปรับไว้ได้ ต้องคืนเงินให้โจทก์ตามฟ้อง พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 709/2520 ห้างหุ้นส่วนจำกัดซินเฮงง้วนฯ โจทก์ กรมศุลกากร กับพวก ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ห้างหุ้นส่วนจำกัดซินเฮงง้วนฯ · ล. - กรมศุลกากร กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ยงยุทธ เลอลภ · ผสม จิตรชุ่ม · พยนต์ ยาวะประภาษ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายสมบูรณ์ บุญภินนท์ · ศาลอุทธรณ์ - นายเฟื่องขจิต รัศมิภูมิ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 707/2507ฎีกา 4300/2543ฎีกา 5268/2538ฎีกา 1342/2546ฎีกา 681/2506ฎีกา 2685/2536ฎีกา 5095/2556ฎีกา 6560/2555ฎีกา 621/2519ฎีกา 4015/2528ฎีกา 7662/2546ฎีกา 5640/2540ฎีกา 8875/2542ฎีกา 1052/2509ฎีกา 967/2491ฎีกา 4258/2541ฎีกา 3537/2524ฎีกา 8364/2544ฎีกา 2207/2524ฎีกา 747/2484ฎีกา 4832/2536ฎีกา 4176/2530ฎีกา 7231/2538ฎีกา 4240/2565
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา