⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1047/2522

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1047/2522

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
นายจ้างที่ต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่ลูกจ้างตามกฎหมายแรงงาน สามารถเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากผู้ทำละเมิดได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 445 หากการละเมิดนั้นเป็นเหตุให้นายจ้างต้องขาดแรงงานหรือต้องหยุดกิจการ

ย่อคำพิพากษา

โจทก์มิใช่ผู้ถูกทำละเมิด หากเป็นเพียงนายจ้างของผู้ถูกทำละเมิด เป็นบุคคลภายนอก ที่โจทก์จะใช้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเอากับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ได้ต้องมีกฎหมายรับรองสิทธิของโจทก์ ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้อง (ค่ารักษาพยาบาล ค่าทำศพ ค่าทดแทน และค่าชดเชย) ของผู้ถูกทำละเมิด เป็นเงินที่โจทก์จ่ายให้ลูกจ้างตามคำสั่งของแรงงานจังหวัด ผูกพันตามกฎหมายแรงงานซึ่งเป็นคนละเรื่องกับค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 จะต้องรับผิดชดใช้ให้โจทก์กรณีที่ต้องขาดแรงงานในมูลละเมิด ตามฟ้องของโจทก์ได้ความแล้วว่า โจทก์เป็นนายจ้างของลูกจ้างที่ได้รับอันตรายถึงตายและบาดเจ็บเพราะการกระทำโดยประมาทของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างกระทำไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 โจทก์ต้องขาดแรงงานระหว่างลูกจ้างบาดเจ็บต้องจ่ายเงินเดือนระหว่างลูกจ้างปฏิบัติงานไม่ได้ โรงงานต้องหยุดกิจการเพราะขาดแรงงาน ถือได้ว่าโจทก์เรียกร้องค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 445 แล้ว จำเลยที่ 1 ที่ 2 จึงต้องรับผิดในค่าสินไหมทดแทนส่วนนี้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2515 ม.2 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.172 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.445

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนายจ้างของผู้มีชื่อท้ายฟ้อง จำเลยที่ ๑ เป็นลูกจ้างขับรถในทางการที่จ้างของจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๓ เป็นลูกจ้างขับรถในทางการที่จ้างของจำเลยที่ ๔ ได้ขับรถโดยประมาทชนกันทำให้ลูกจ้างของโจทก์หลายคนได้รับอันตรายถึงแก่ความตายและบาดเจ็บ โจทก์ต้องจ่ายค่าเสียหายให้แก่ลูกจ้างโจทก์ จึงฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลย จำเลยทั้ง ๔ ให้การต่อสู้คดี ต่อมาโจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ โจทก์กับจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ตกลงขอให้ศาลวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายข้อเดียวว่า โจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายตามฟ้องได้หรือไม่เพียงใด โดยทั้งสองฝ่ายไม่สืบพยาน โดยจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ยอมรับว่าทำละเมิดต่อคนงานของโจทก์จริงตามฟ้อง โจทก์จ่ายเงินให้ผู้บาดเจ็บและตายตามฟ้องข้อ ๔ (๑) ถึง (๖) จริง และโจทก์รับว่าจ่ายตามกฎหมายแรงงาน เฉพาะข้อ ๔ (๕) (๖) เป็นกรณีลูกจ้างไม่ได้มาทำงานให้โจทก์ โจทก์ยอมรับว่าจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ได้ชดใช้ค่ารักษาพยาบาลและค่าเสียหายให้แก่ผู้ตายและผู้บาดเจ็บที่ปรากฏชื่อตามฟ้องแล้วจริง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ค่าเสียหายตามฟ้องข้อ ๔ (๑) ถึง (๔) โจทก์จ่ายไปตามคำสั่งของแรงงานจังหวัด ไม่ถือว่าโจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์มีสิทธิ์เรียกค่าเสียหายตามฟ้อง ๔ (๕) (๖) พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนตามฟ้องข้อ ๔ (๕) (๖) เป็นเงิน ๒๙,๕๑๒ บาทให้แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ โจทก์และจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์และจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาให้จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ รับผิดเต็มตามฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์มิใช่ผู้ถูกระทำละเมิดโดยตรง โจทก์เป็นเพียงนายจ้างของผู้ถูกกระทำละเมิด โจทก์เป็นบุคคลภายนอก ที่โจทก์จะใช้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเอากับจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ได้จะต้องมีกฎหมายรับรองสิทธิของโจทก์ ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องตามฟ้องข้อ ๔ (๑) ถึง (๔) เป็นเงินที่โจทก์จ่ายให้กับลูกจ้างตามคำสั่งของแรงงานจังหวัดภูเก็ต ผูกพันกันตามกฎหมายแรงงานซึ่งเป็นเรื่องเฉพาะตัว ไม่ใช่ค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ จะต้องรับผิดชดใช้ให้โจทก์ ส่วนที่จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ฎีกาว่า ตามฟ้องข้อ ๔ (๕) (๖) โจทก์ไม่ได้ฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๔๕ เกี่ยวด้วยละเมิด ไม่ชอบที่จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ จะต้องจ่ายให้โจทก์ ที่โจทก์จ่ายให้ลูกจ้างไปโดยข้อผูกพันกันตามกฎหมายแรงงาน ศาลฎีกาเห็นว่าตามฟ้องของโจทก์ก็ได้ความแล้วว่าโจทก์เป็นนายจ้างของลูกจ้างที่ได้รับอันตรายถึงตายและบาดเจ็บ เพราะการกระทำโดยประมาทของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกจ้างกระทำไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ ๒ โจทก์ต้องขาดแรงงานระหว่างลูกจ้างบาดเจ็บ ต้องจ่ายเงินเดือนระหว่างลูกจ้างปฏิบัติงานไม่ได้ โรงงานต้องหยุดกิจการเพราะแรงงานตามฟ้องข้อ ๔ (๕) (๖) ถือได้ว่าโจทก์เรียกร้องค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๔๕ ด้วยแล้ว จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ จึงต้องรับผิดตามฟ้องข้อ ๔ (๕) (๖) พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1047/2522 บริษัท สหยางภูเก็ต จำกัด โจทก์ นายสิน บำรุงมิตร กับพวก ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัท สหยางภูเก็ต จำกัด · ล. - นายสิน บำรุงมิตร กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมบัติ วังตาล · ทวี กสิยพงศ์ · ประทีป ชุ่มวัฒนะ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดภูเก็ต - นายวิชัย วิสิทธิวงศ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายวรา ไวยหงษ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 977/2543ฎีกา 5692/2538ฎีกา 4976/2536ฎีกา 5473/2548ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 22/2511ฎีกา 8688/2551ฎีกา 4513/2533ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 272/2490ฎีกา 246/2530ฎีกา 1538/2518ฎีกา 1889/2511ฎีกา 8680/2551ฎีกา 6105/2531ฎีกา 7335/2538ฎีกา 861/2540
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา