คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 154/2522
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าของร่วมในทรัพย์สินที่ถูกยึด ย่อมไม่มีสิทธิร้องขอให้ปล่อยจากการยึด เว้นแต่จะอ้างว่าลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ใช่เจ้าของทรัพย์สินนั้น
ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินยังคงอยู่ภายใต้ความรับผิดแห่งการบังคับคดี และสามารถถูกยึดเพื่อชำระหนี้ได้ หากได้รับอนุญาตให้จำหน่ายได้ตามกฎหมาย
ย่อคำพิพากษา
เมื่อจำเลยและผู้ร้องเป็นเจ้าของร่วมในที่ดินพิพาทที่โจทก์นำยึด โดยจำเลยเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาของโจทก์ ผู้ร้องย่อมไม่มีสิทธิร้องขอให้ปล่อยจากการยึด จะร้องขอให้ปล่อยได้ก็แต่เฉพาะกรณีที่กล่าวอ้างว่าจำเลยหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ใช่เจ้าของทรัพย์สินที่ถูกยึด
การที่พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 มาตรา 28 วรรคแรก บัญญัติว่าภายในระยะเวลา 3 ปี นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดินตามมาตรา 25 ใช้บังคับ ห้ามมิให้ผู้ใดจำหน่ายด้วยประการใด ๆ หรือก่อให้เกิดภาระติดพันใด ๆ ซึ่งที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน เว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากคณะกรรมการหรือผู้ซึ่งคณะกรรมการมอบหมายนั้นมิได้เป็นการห้ามจำหน่ายโดยเด็ดขาด หากแต่มีการผ่อนคลายไว้ว่าถ้าได้รับอนุญาตก็ทำการจำหน่ายได้ ทั้งพระราชบัญญัติดังกล่าวก็มิได้บัญญัติว่าที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี โจทก์จึงมีสิทธินำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทมาขายทอดตลาดเพื่อเอาชำระหนี้ได้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีสืบเนื่องจากศาลพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่ชำระก็ให้เอาทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้ โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองคืนที่ดินพิพาท ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าจำเลยเป็นภรรยาผู้ร้องที่ดินที่ยึดเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องครึ่งหนึ่งทั้งที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ตกอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๒๘ ซึ่งห้ามเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์หรือต่อภาระติดพันใด ๆ จึงไม่อาจยึดมาขายทอดตลาดได้ ขอให้ปล่อยการยึด
โจทก์ให้การว่าผู้ร้องยอมรับอยู่แล้วว่าที่ดินที่ยึดเป็นของจำเลยบางส่วน จึงไม่มีอำนาจร้องขอให้ปล่อยจากการยึด ขอให้ยกคำร้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้อง
ผู้ร้องอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ผู้ร้องฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อจำเลยและผู้ร้องเป็นเจ้าของร่วมในที่ดินพิพาทที่โจทก์นำยึด โดยจำเลยเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาของโจทก์ ผู้ร้องย่อมไม่มีสิทธิร้องขอให้ปล่อยจากการยึด จะร้องขอให้ปล่อยได้ก็แต่เฉพาะกรณีที่กล่าวอ้างว่าจำเลยหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ใช่เจ้าของทรัพย์สินที่ถูกยึด
การที่พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๒๘ วรรคแรก บัญญัติว่าภายในระยะเวลา ๓ ปี นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดินตามมาตรา ๒๕ ใช้บังคับ ห้ามมิให้ผู้ใดจำหน่ายด้วยประการใด ๆ หรือก่อให้เกิดภาระติดพันใด ๆ ซึ่งที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน เว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากคณะกรรมการหรือผู้ซึ่งคณะกรรมการมอบหมายนั้น มิได้เป็นการห้ามจำหน่ายโดยเด็ดขาด หากแต่มีการผ่อนคลายไว้ว่า ถ้าได้รับอนุญาตก็ทำการจำหน่ายได้ ทั้งพระราชบัญญัติดังกล่าวก็มิได้บัญญัติว่าที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี โจทก์จึงมีสิทธินำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทมาขายทอดตลาดเพื่อเอาชำระหนี้ได้
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 154/2522
นายประดิษฐ์ ชัยศิลปเจริญ โจทก์
นายเฉย ปลอดภัย ผู้ร้องขัดทรัพย์
นางไสว ปลอดภัย ล.
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายประดิษฐ์ ชัยศิลปเจริญ · ผู้ร้องขัดทรัพย์ - นายเฉย ปลอดภัย · ล. - นางไสว ปลอดภัย |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | แต่ง ทองภักดี · สมชัย ทรัพยวณิช · ชุบ วีระเวคิน |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดนครปฐม - นายเสริมศักดิ์ ผลัดธุระ · ศาลอุทธรณ์ - นายสนั่น เกิดลาภผล |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา