⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1445/2482

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1445/2482

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เจ้าหนี้มีสิทธิ์ยึดสินบริคณห์ส่วนของภริยาได้ หากภริยาทำนิติกรรมในระหว่างเป็นภริยาแล้วโดยสามีรู้เห็นยินยอม หรือกรณีที่บุตรชนะความมารดาเลี้ยงแล้วยึดสินบริคณห์ส่วนของมารดาเลี้ยงไป.

ย่อคำพิพากษา

บุตร์ชนะความมารดาเลี้ยงแล้วยึดสินบริคณห์ส่วนของมารดาเลี้ยงแล้ว บิดาร้องขัดทรัพย์นั้นไม่เป็นคดีอุทลุม หนี้ที่ภริยาทำนิติกรรมในระหว่างเป็นภริยาแล้วโดยสามีรู้เห็นยินยอม เจ้าหนี้ก็มีสิทธิ์ยึดสินบริคณห์ส่วนของภริยาได้เช่นเดียวกันทั้งสองกรณี โจทก์ยื่นคำร้องยึดทรัพย์และยื่นคำร้องขอแยกสินบริคณห์ส่วนของภริยาสามีร้องขัดทรัพย์ว่าโจทก์ไม่มีสิทธิ์ยึดสินบริคณห์ ศาลสั่งให้ดำเนินคดีเรื่องขัดทรัพย์ก่อนเรื่องแยกสินบริคณห์ได้.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.288 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.38 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.41 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1481 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1483 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1534

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ชนะความจำเลยในเรื่องเงินกู้แล้วนำยึดสิทธิ์เก็บกิน(ซึ่งเป็นสิทธิ์เก็บค่าเช่า) ในที่ดิน ๒ แปลง โดยอ้างว่าเป็นสินบริคณห์ระหว่างผู้ร้องกับจำเลยซึ่งเป็นสามีภริยากัน เมื่อโจทก์ยึดทรัพย์รายนี้แล้วได้ยื่นคำร้องว่า ทรัพย์ที่ยึดยังไม่พอชำระหนี้ ขอให้แยกสินบริคณห์ในทรัพย์ที่ยึดไว้เป็นส่วนของจำเลย ศาลแพ่งนัดไต่สวนแต่พอดีผู้ร้องยื่นคำร้องขัดทรัพย์อ้างว่า ทรัพย์ที่ยึดเป็นสินบริคณห์ ผู้ร้องไม่ได้รู้เห็นยินยอมในการที่จำเลยเป็นหนี้เงินรายที่โจทก์ชนะคดีจึงไม่ผูกพันสินปริคณห์ และทั้งโจทก์ก็เป็นบุตร์ผู้ร้อง การยึดทรัพย์เช่นนี้จึงเป็นอุทลุม. ศาลแพ่งวินิจฉัยว่า คดีไม่เป็นอุทลุม และทรัพย์ที่ยึดเป็นสินบริคณห์ระหว่างจำเลยกับผู้ร้องและส่วนของจำเลยก็ยังไม่ได้แยกออก โจทก์จึงไม่มีสิทธิ์ยึด จึงให้ถอนการยึดทรัพย โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ไม่จำต้องวินิจฉัยว่า ผู้ร้องกับจำเลยเป็นสามีภริยากันเมื่อใด ควรพิจารณาเพียงว่าผู้ร้องรู้เห็นยินยอมในการที่จำเลยเป็นหนี้รายนี้หรือไม่ ศาลอุทธรณ์ฟังว่า ผู้ร้องรู้เห็นยินยอมและโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอแยกสินบริคณห์แล้ว ศาลจึงมีอำนาจสึ่งยึดได้ จึงให้ยกคำร้องขัดทรัพย์ ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ถ้าผู้ร้องและจำเลยเป็นสามีภริยากันขณะทำสัญญากู้ คดีก็ฟังได้ว่าผู้ร้องให้ความยินยอม ถ้ายังไม่เป็นสามีภริยากันขณะนั้น หนี้รายนี้ก็เป็นหนี้ส่วนตัวจำเลยซึ่งโจทก์มีสิทธิ์ยึดทรัพย์ส่วนของจำเลยได้เช่นเดียวกันทั้งสองกรณี จึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์. ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1445/2482 นางอัมโพช สุขารมย์ โจทก์ นางเรณี กาญจมงคล จำเลย ขุนกิจการลิขิต ผู้ร้องขัดทรัพย์

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางอัมโพช สุขารมย์ · จำเลย - นางเรณี กาญจมงคล · ผู้ร้องขัดทรัพย์ - ขุนกิจการลิขิต
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พลางกูร · นิติศาสตร์ · เทฟโนต์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลชั้นต้น - หลวงสารนัยประศาสน์ · ศาลอุทธรณ์ - พระรามปัญญา
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1099/2550ฎีกา 770/2535ฎีกา 5882/2541ฎีกา 7677/2557ฎีกา 2679/2537ฎีกา 7200/2540ฎีกา 271-272/2485ฎีกา 306/2493ฎีกา 181/2512ฎีกา 7863/2538ฎีกา 1247/2510ฎีกา 1083/2540ฎีกา 684/2488ฎีกา 602/2488ฎีกา 4139/2542ฎีกา 1123/2487ฎีกา 1492/2510ฎีกา 5015/2541ฎีกา 247/2501ฎีกา 541/2509ฎีกา 1561/2508ฎีกา 3139/2537ฎีกา 2220/2535ฎีกา 635/2511
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา