คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 346/2511
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. นิติกรรมที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งทำไปโดยปราศจากความยินยอมของอีกฝ่ายหนึ่ง และได้ถูกบอกล้างแล้ว ย่อมตกเป็นโมฆะ
2. ผู้รับโอนทรัพย์สินโดยไม่สุจริตจากผู้ที่ได้ทรัพย์สินมาโดยนิติกรรมอันเป็นโมฆียะ จะไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเมื่อนิติกรรมนั้นถูกบอกล้างแล้ว
ย่อคำพิพากษา
สามีมิได้รู้เห็นและให้ความยินยอมภริยาทำนิติกรรมซื้อขายสินบริคณห์ เมื่อได้บอกล้างนิติกรรมนั้นแล้ว นิติกรรมนั้นย่อมเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 138
บุคคลที่รับโอนทรัพย์สินมาโดยไม่สุจริตจากผู้โอนที่ได้ทรัพย์สินมาโดยนิติกรรมอันเป็นโมฆียะ เมื่อนิติกรรมนั้นถูกบอกล้าง บุคคลที่รับโอนนั้นไม่ได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย ์ มาตรา 1329
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยที่ ๑ เป็นสามีภริยา ระหว่างอยู่กินเป็นสามีภริยาได้ซื้อที่พิพาทลงชื่อจำเลยที่ ๑ ถือกรรมสิทธิ์ ต่อมาจำเลยที่ ๑ โอนที่พิพาทให้ จำเลยที่ ๒, ๓, ๔ โดยโจทก์มิได้ยินยอม โจทก์ให้ทนายความบอกล้างการซื้อขายขอให้สั่งเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่พิพาทและให้แสดงว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่พิพาทร่วมกับจำเลยที่ ๑
จำเลยที่ ๑ รับว่าฟ้องเป็นความจริง
จำเลยที่ ๒, ๓, ๔ ให้การว่า ได้ซื้อที่พิพาทจากจำเลยที่ ๑ จริง โดยจำเลยที่ ๑ แจ้งว่าสามีทำหนังสือยินยอม แต่หาไม่พบจึงไม่ได้นำไปวันทำสัญญา เจ้าหน้าที่ว่าซื้อขายได้จำเลยเชื่อว่าเป็นการซื้อขายโดยสุจริตทั้งชำระราคาที่ดินแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิขอเพิกถอน จำเลยไม่เคยได้รับหนังสือบอกล้างโจทก์ไม่มีสิทธิบอกล้าง เพราะให้ความยินยอมแล้ว
โจทก์ขอเรียกนายสหาก ขำวิลัย เป็นจำเลยร่วม ศาลเรียกนายสหาก ขำวิลัยเป็นจำเลยร่วม นายสหาก ขำวิลัย ให้การว่า ซื้อที่พิพาทจากจำเลยที่ ๒, ๓, ๔ โดยสุจริต ชำระราคาแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขอเพิกถอน
ศาลชั้นต้นเห็นว่า โจทก์ใช้สิทธิบอกล้างนิติกรรมโดยไม่สุจริต ฟังได้ว่าจำเลยร่วมได้รับโอนที่พิพาทโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน โจทก์ไม่มีอำนาจเพิกถอน พิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์เชื่อว่า โจทก์ไม่รู้เห็นการขายที่พิพาท โจทก์ไม่ยินยอมให้ขาย นิติกรรมซื้อขายเป็นโมฆียะ เมื่อโจทก์บอกล้างจึงเป็นโมฆะ จำเลยร่วมซื้อไม่สุจริต พิพากษากลับว่านิติกรรมซื้อขายเป็นโมฆะ ให้เพิกถอนและให้ลงชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกับจำเลยที่ ๑
จำเลยที่ ๒, ๓, ๔ และจำเลยร่วมฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์มิได้รู้เห็นและให้ความยินยอม ได้บอกล้างนิติกรรม การซื้อขายที่พิพาทจึงเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรกตามมาตรา ๑๓๘
จำเลยร่วมรับโอนที่พิพาทจากจำเลยที่ ๒, ๓, ๔ โดยรู้ว่าการซื้อขายเป็นโมฆียะ และโจทก์บอกล้างแล้ว การโอนมิได้เป็นไปโดยสุจริต จำเลยร่วมก็ไม่ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา ๑๓๒๙ โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้เพิกถอนการซื้อขายที่พิพาทระหว่างจำเลยที่ ๒, ๓, ๔ กับจำเลยร่วมได้
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 346/2511
นายจรูญ รักษ์เจริญ โจทก์
นางสำเภา รักษ์เจริญ กับพวกรวม 4 คน ล.
นายสหาก ขำวิลัย จำเลยร่วม
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายจรูญ รักษ์เจริญ · ล. - นางสำเภา รักษ์เจริญ กับพวกรวม 4 คน · จำเลยร่วม - นายสหาก ขำวิลัย |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | จินตา บุณยอาคม · ชิต บุณยประภัศร · ประสม เภกะสุต |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดนครนายก - นายสมชาย ศรีวัฒนพงศ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายเทียบ สุจารีกุล |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา