⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1979/2522

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1979/2522

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่คู่สัญญาตกลงกำหนดวิธีการจ่ายเงินค่าจ้างตามสัญญาเพิ่มเติม โดยระบุว่าผู้ว่าจ้างจะจ่ายเงินค่าจ้างให้ผู้รับจ้างเมื่อได้รับอนุมัติงวดเงินจากสำนักงบประมาณแล้วนั้น มิใช่เงื่อนไขที่ทำให้ผู้ว่าจ้างไม่ต้องรับผิด แต่เป็นเพียงวิธีการกำหนดการจ่ายเงินค่าจ้างเท่านั้น

ย่อคำพิพากษา

กระทรวงสาธารณสุขจำเลยทำสัญญาเพิ่มเงินค่าก่อสร้างให้แก่โจทก์ผู้รับจ้าง เพราะอุปกรณ์การก่อสร้างมีราคาสูงขึ้นผิดปกติ เนื่องจากวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ หากจำเลยผู้ว่าจ้างไม่เพิ่มให้โจทก์อาจทิ้งงานเป็นผลให้งานก่อสร้างของทางราชการต้องล่าช้าเสียหาย เงินเพิ่มชดเชยนี้เป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้างตามสัญญาเดิมซึ่งโจทก์ผู้รับจ้างจะต้องวางเงินสดหรือหนังสือค้ำประกันเช่นเดียวกับสัญญาเดิม และเป็นเงินที่เพิ่มตามมติคณะรัฐมนตรีซึ่งมีจำนวนตามที่คู่สัญญาตกลงกันแล้วว่า จะเพียงพอให้งานก่อสร้างตามสัญญาเดิมดำเนินไปจนเสร็จสิ้น ดังนั้น ข้อความในสัญญาเพิ่มเงินค่าก่อสร้างที่ว่า " ผู้ว่าจ้างตกลงจะจ่ายเงินชดเชยให้แก่ผู้รับจ้าง เป็นจำนวนเงิน 1,530,880 บาท เมื่อได้รับอนุมัติงวดเงินจากสำนักงบประมาณตามกฎหมายแล้ว " จึงมิใช่เงื่อนไข แต่เป็นวิธีการกำหนดการจ่ายเงินค่าจ้าง คือ จำเลยผู้ว่าจ้างจะจ่ายเงินค่าจ้างให้โจทก์ เมื่อได้รับอนุมัติงวดเงินจากสำนักงบประมาณแล้ว จำเลยจะอ้างว่าไม่ต้องรับผิดในกรณีที่สำนักงบประมาณไม่อนุมัติงวดเงินที่ค้างชำระอยู่อีก 356,690 บาทหาได้ไม่ จำลยไม่ได้ยกปัญหาเรื่องอายุความขึ้นในชั้นอุทธรณ์ จะยกขึ้นอ้างอิงในชั้นฎีกาไม่ได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมเดิม พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2518 มาตรา 7

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.144 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.368

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์ทำการก่อสร้างอาคารเป็นเงิน ๕,๖๓๐,๐๐๐ บาท ต่อมาอุปกรณ์ก่อสร้างราคาสูงขึ้น จำเลยได้เพิ่มเงินค่าก่อสร้างจากสัญญาเดิมให้โจทก์อีก ๑,๕๓๐,๘๘๐ บาท ตามสัญญาชดเชยเงินค่าจ้าง โจทก์สร้างอาคารแล้วเสร็จตามสัญญา จำเลยยังค้างชำระค่าก่อสร้างเป็นเงิน ๓๕๖,๙๖๐ บาท จึงขอให้จำเลยชำระเงินดังกล่าวพร้อมทั้งดอกเบี้ย จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดในเงินตามฟ้อง เพราะเงื่อนไขในการชำระเงินดังกล่าวนั้นไม่เสร็จ เพราะไม่ได้รับอนุมัติจากสำนักงบประมาณตามกฎหมายนิติกรรมส่วนนี้จึงไม่มีผล จำเลยไม่ต้องรับผิด และฟ้องโจทก์ขาดอายุความ จำเลยที่ ๒, ๓, ๔ ให้การว่าเป็นเพียงตัวแทนจำเลยที่ ๑ จึงไม่ต้องรับผิด ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ตามฟ้องและยกฟ้องจำเลยที่ ๒, ๓, ๔ จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ ๑ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่าตามสัญญาท้ายฟ้องหมาย ๓ ข้อ ๔ ได้กำหนดเงื่อนไขการจ่ายเงินชดเชยไว้ว่า ผู้จ้างจะจ่ายเงินให้แก่ผู้รับจ้างเมื่อได้รับอนุมัติงวดเงินจากสำนักงบประมาณตามกฎหมาย จำเลยที่ ๑ ไม่ต้องรับผิดในกรณีที่สำนักงบประมาณไม่อนุมัติงวดเงินที่ค้างชำระอยู่อีก ๓๕๖,๙๖๐ บาท สัญญาชดเชยเงินค่าจ้างท้ายฟ้องหมายเลข ๓ มีความว่าสัญญานี้ทำขึ้นเพื่อเพิ่มเงินค่าก่อสร้าง เป็นการชดเชยให้แก่ผู้รับทำการก่อสร้างอาคารของทางราชการตามนัยมติคณะรัฐมนตรี ผู้รับจ้างมีสิทธิที่จะได้รับเงินเพิ่มเป็นการชดเชยต่อเมื่อได้ทำงานแล้วเสร็จตามสัญญาเดิมคือ สัญญาฉบับท้ายฟ้องหมายเลข ๒ และผู้รับจ้างได้วางเงินสดหรือหนังสือค้ำประกันของธนาคารในอัตราร้อยละ ๕ ของเงินเพิ่มชดเชย เป็นจำนวนเงิน ๗๖,๕๔๔ บาท ให้ผู้ว่าจ้างยึดถือไว้ ข้อ ๔ มีความว่า " ผู้ว่าจ้างตกลงจะจ่ายเงินชดเชยให้แก่ผู้รับจ้างเป็นจำนวนเงิน ๑,๕๓๐,๘๘๐ บาท (หนึ่งล้านห้าแสนสามหมื่นแปดร้อยแปดสิบบาทถ้วน) เมื่อได้รับอนุมัติงวดเงินจากสำนักงบประมาณตามกฎหมายแล้ว " เห็นได้ว่าสัญญาดังกล่าวทำขึ้นเพื่อเพิ่มเงินค่าก่อสร้างให้แก่ผู้รับจ้างคือโจทก์ เป็นการเพิ่มเงินค่าก่อสร้างให้สูงขึ้นกว่าสัญญาเดิม ส่วนข้อกำหนดสัญญาอื่น ๆ คงเป็นไปตามสัญญาเดิมทุกประการ (สัญญาข้อ ๒) เหตุที่ต้องเพิ่มเงินค่าก่อสร้างเป็นเพราะเครื่องอุปกรณ์การก่อสร้างมีราคาสูงขึ้นผิดปกติ เนื่องจากวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ (ดังที่โจทก์บรรยายฟ้องซึ่งจำเลยมิได้ให้การปฏิเสธ) หากจำเลยที่ ๑ ผู้ว่าจ้างไม่เพิ่มให้ โจทก์อาจทิ้งงานเป็นผลให้งานก่อสร้างของทางราชการต้องล่าช้าเสียหายเงินเพิ่มชดเชยนี้เป็นส่วนหนึ่ง่ของค่าจ้างตามสัญญาเดิมซึ่งโจทก์ผู้รับจ้างจะต้องวางเงินสดหรือหนังสือค้ำประกันของธนาคารเช่นเดียวกับสัญญาเดิม เงินที่เพิ่มให้ตามมติคณะรัฐมนตรีมีจำนวนที่คู่สัญญาตกลงกันแล้วว่าจะเพียงพอให้งานก่อสร้างตามสัญญาเดิมดำเนินไปจนเสร็จสิ้นจึงได้กำหนดไว้เป็นจำนวนแน่นอนในสัญญาท้ายฟ้องหมายเลข ๓ ข้อ ๔ เป็นจำนวนเงิน ๑,๕๓๐,๘๘๐ บาท มีผลผูกพันคู่สัญญา ฉะนั้น ความในสัญญาข้อ ๔ ที่ว่า " เมื่อได้รับอนุมัติงวดเงินจากสำนักงบประมาณตามกฎหมายแล้ว ฯลฯ " จึงมิใช่เงื่อนไข แต่เป็นวิธีการกำหนดการจ่ายเงินค่าจ้าง คือจำเลยที่ ๑ จะจ่ายเงินค่าจ้างให้โจทก์ เมื่อได้รับอนุมัติงวดเงินจากสำนักงบประมาณตามกฎหมายแล้ว และเมื่อโจทก์ผู้รับจ้างทำงานเสร็จและขอรับเงินงวดที่ ๘ อันเป็นงวดสุดท้ายของสัญญาเดิม ฎีกาจำเลยที่ ๑ ฟังไม่ขึ้น ข้อที่จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่าโจทก์ใช้สิทธิเรียกเงินสินจ้างเพื่อการงานที่ทำเกิน ๒ ปี ขาดอายุความตามกฎหมายนั้น จำเลยที่ ๑ มิได้ยกขึ้นอุทธรณ์ จะยกขึ้นอ้างอิงในฎีกาไม่ได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง(ฉบับที่ ๖) พ.ศ.๒๕๑๘ มาตรา ๓ พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1979/2522 บริษัท พ.วานิช จำกัด ฯ โจทก์ กระทรวงสาธารณสุข กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัท พ.วานิช จำกัด ฯ · จำเลย - กระทรวงสาธารณสุข กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)จันทร์ ระรวยทรง · สุวัฒน์ รัตรสาร · สุไพศาล วิบุลศิลป์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดอุตรดิตถ์ - นายสมาน เวทวินิจ · ศาลอุทธรณ์ - นายประการ กาญจนศูนย์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 451/2491ฎีกา 163/2491ฎีกา 4884/2543ฎีกา 591/2531ฎีกา 770/2535ฎีกา 6025/2538ฎีกา 3206/2537ฎีกา 99/2541ฎีกา 231/2482ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2409/2551ฎีกา 3616/2558ฎีกา 8203/2538ฎีกา 1030/2509ฎีกา 4590/2553ฎีกา 710/2542ฎีกา 8884/2543ฎีกา 194/2543ฎีกา 5332/2553ฎีกา 4549/2540ฎีกา 4041/2542ฎีกา 1360/2544ฎีกา 6321/2544ฎีกา 4432/2534
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา