⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 244/2522

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 244/2522

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อบิดายกเงินให้บุตร โดยเปิดบัญชีเงินฝากในชื่อบุตร กรรมสิทธิ์ในเงินนั้นย่อมตกเป็นของบุตรทันที แม้บิดาจะสามารถถอนเงินได้ก็ตาม และเมื่อบิดาถึงแก่ความตาย เงินในบัญชีดังกล่าวไม่ใช่ทรัพย์มรดก แต่เป็นสิทธิของบุตรที่จะติดตามเอาคืนจากผู้จัดการมรดกได้

ย่อคำพิพากษา

บิดามีเจตนายกเงินให้บุตร ได้ยื่นคำร้องขอเปิดบัญชีกับธนาคารโดยระบุชื่อบุตรและในสมุดคู่ฝากก็ระบุชื่อบุตรเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝาก กรรมสิทธิ์ในเงินนั้นย่อมตกเป็นของบุตรทันที่ที่ธนาคารรับเงินเข้าบัญชีเงินฝากของบุตร แม้จะมีข้อตกลงกับธนาคารว่าบิดาเป็นผู้ลงชื่อถอนเงินจากบัญชีเงินฝากได้ก็ตาม ครั้นเมื่อบิดาตาย ธนาคารย่อมต้องคืนเงินฝากนั้นให้แก่ทายาท เมื่อผู้จัดการมรดกขอถอนเงินฝากดังกล่าว การที่ธนาคารจ่ายเงินคืนให้ จึงเป็นการชอบ ผู้จัดการมรดกต้องมอบเงินที่ถอนมาให้แก่บุตรผู้เป็นเจ้าของเงิน เพราะเงินนั้นมิใช่มรดก บุตรผู้เป็นเจ้าของเงินย่อมมีสิทธิติดตามและเอาคืนจากผู้จัดการมรดกผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.523 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.665 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1336 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1600 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1719

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นพี่น้องกัน เป็นบุตรนายเปรื่องนางละม้าย โจทก์เป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากธนาคารจำเลยที่ ๑ เมื่อบิดาถึงแก่กรรม จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของบิดาตามคำสั่งศาลได้เบิกเงินตามบัญชีเงินฝากของโจทก์ จึงขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้เงิน ๘,๙๕๐ บาท กับค่าเสียหายในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในจำนวนเงิน ๘,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะใช้เงินเสร็จ จำเลยที่ ๑ ให้การว่า โจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของบัญชีเงินฝาก ผู้เป็นเจ้าของคือนายเปรื่อง เมื่อผู้จัดการมรดกมาขอถอนเงินฝาก จำเลยโดยสุจริตได้มอบให้ไปโดยถูกต้อง จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ให้การว่า โจทก์เป็นบุตรนางละม้ายอันเกิดกับนายเปรื่อง แต่ไม่ใช่ภรรยาชอบด้วยกฎหมาย การที่นายเปรื่องใช้ชื่อโจทก์ลงในบัญชีเงินฝากหาได้แสดงว่าโจทก์เป็นเจ้าของไม่ การกระทำของจำเลยไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า เงินฝากตามบัญชีเงินเป็นเงินของโจทก์ จึงไม่ใช่ทรัพย์มรดกจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ไม่มีสิทธิเบิกเงินนั้นมาแบ่งให้แก่ทายาท และจำเลยที่ ๑ ไม่มีอำนาจอนุมัติให้ถอนเงินฝากได้ พิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้เงินจำนวน ๘,๙๕๐ บาท แก่โจทก์ทั้งสอง พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในเงินต้น ๘,๐๐๐ บาท จนกว่าจะชำระเงินให้เสร็จ จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นสั่งรับแต่อุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ ๑ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีที่อุทธรณ์ได้แต่เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมาย จึงต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยมาว่า นายเปรื่องได้ไปเปิดบัญชีเงินฝากกับธนาคารจำเลยที่ ๑ รวม ๒ บัญชี โดยระบุชื่อโจทก์ทั้งสองตามคำร้องขอเปิดบัญชีและในสมุดคู่ฝาก ทั้งนี้โดยนายเปรื่องมีเจตนายกเงินที่นำเข้าฝากในบัญชีให้แก่โจทก์ เห็นว่า การที่นายเปรื่องมีเจตนายกเงินให้โจทก์ทั้งสอง ได้ยื่นคำร้องขอเปิดบัญชีกับธนาคารจำเลยที่ ๑ โดยระบุชื่อโจทก์ทั้งสองคนละบัญชี และในสมุดคู่ฝากก็ระบุชื่อโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากคนละเล่ม เช่นนี้ กรรมสิทธิ์ในเงินดังกล่าวย่อมตกเป็นของโจทก์แต่ละคนในทันทีที่ธนาคารจำเลยที่ ๑ รับเงินเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ ๘๒๘/๒๔๘๓ แม้จะมีข้อตกลงระหว่างนายเปรื่องกับธนาคารว่านายเปรื่อง เป็นผู้ลงชื่อถอนเงินจากบัญชีทั้งสองนี้ได้ แต่เมื่อใดที่นายเปรื่องใช้สิทธิตามข้อตกลงนี้ถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ก็มีหน้าที่เกิดขึ้นแก่นายเปรื่องในอันที่จะต้องมอบเงินที่ถอนมานั้นแก่โจทก์ผู้เป็นเจ้าของด้วย ครั้นเมื่อนายเปรื่องผู้ฝากเงินถึงแก่กรรม การที่จะคืนเงินฝากในบัญชีให้แก่ผู้ใดนั้น ธนาคารจำเลยที่ ๑ ย่อมต้องคืนแก่ทายาทของผู้ฝากตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๖๕ วรรคสอง เมื่อจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งศาลได้มีคำสั่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกของนายเปรื่องขอถอนเงินฝากจากบัญชีของโจทก์ทั้งสอง การที่ธนาคารจำเลยที่ ๑ จ่ายเงินคืนให้ จึงเป็นการชอบ แต่เมื่อจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ถอนเงินฝากมาแล้ว ก็มีหน้าที่เช่นเดียวกับนายเปรื่อง คือต้องมอบให้แก่โจทก์ทั้งสองเพราะเงินนั้นมิได้ตกเป็นทรัพย์มรดกของนายเปรื่อง แต่เป็นของโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองผู้เป็นเจ้าของเงินย่อมมีสิทธิติดตามและเอาคืนจากจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จึงต้องคืนเงินให้แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ย ส่วนธนาคารจำเลยที่ ๑ เมื่อไม่ปรากฏว่าได้จงใจหรือประมาทเลินเล่อทำโดยผิดกฎหมายให้โจทก์เสียหายอย่างใด จึงไม่ต้องร่วมรับผิดด้วย พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์เฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ ๑ เสีย นอกจากที่แก้นี้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมของจำเลยที่ ๑ ทั้งสามศาลให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 244/2522 เด็กหญิงอังสนา ขำเจริญ ที่ 1 เด็กหญิง สายสุนีย์ ขำเจริญ ที่ 2 โดยนางละม้าย ขำเจริญ มารดาผู้ปกครอง โจทก์ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาพระประแดง ที่ 1 นางเอิบ ขำเจริญ ที่ 2 นายยืนยง ขำเจริญ ที่ 3 ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโดยนางละม้าย - เด็กหญิงอังสนา ขำเจริญ ที่ 1 เด็กหญิง สายสุนีย์ ขำเจริญ ที่ 2 · โจทก์ - ขำเจริญ มารดาผู้ปกครอง · นายยืนยง - ธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาพระประแดง ที่ 1 นางเอิบ ขำเจริญ ที่ 2 · ล. - ขำเจริญ ที่ 3
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประทีป ชุ่มวัฒนะ · สมบัติ วังตาล · สุวัฒน์ รัตรสาร
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสมุทรปราการ - นายวิชัย ตันติกุลานนท์ · ศาลอุทธรณ์ - นายสถิตย์ สถานานนท์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4976/2536ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 22/2511ฎีกา 4513/2533ฎีกา 3651/2526ฎีกา 4015/2528ฎีกา 7662/2546ฎีกา 2834/2527ฎีกา 246/2530ฎีกา 5640/2540ฎีกา 8875/2542ฎีกา 8203/2538ฎีกา 1538/2518ฎีกา 149/2526ฎีกา 1052/2509ฎีกา 1124/2479ฎีกา 7335/2538ฎีกา 3452/2537ฎีกา 967/2491ฎีกา 861/2540ฎีกา 1145/2512ฎีกา 898/2534ฎีกา 307/2513
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา