⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2617/2522

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2617/2522

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หนังสือแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการให้แบ่งมรดกตามบัญญัติของศาลนาอิสลาม ถือเป็นหลักฐานแห่งสัญญาประนีประนอมยอมความ และการบอกให้ลงชื่อตั้งอนุญาโตตุลาการโดยอ้างหลักศาสนาอิสลามและข่มว่าจะให้อยู่ในบ้านมรดกไม่ได้ ไม่ถือเป็นการข่มขู่หรือหลอกลวง

ย่อคำพิพากษา

หนังสือแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการให้แบ่งมรดกตามบัญญัติของศาลนาอิสลาม ถือว่าเป็นหลักฐานแห่งสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยการที่จำเลยบอกโจทก์ว่าตามศาสนาอิสลาม โจทก์เป็นหญิงไม่มีสิทธิรับมรดก แต่จะแบ่งให้บ้างถ้าโจทก์ลงชื่อตั้งอนุญาโตตุลาการ มิฉะนั้นโจทก์จะอยู่ในบ้านที่เป็นมรดกไม่ได้ ดังนี้ หาเป็นการข่มขู่หลอกลวงโจทก์ให้ลงชื่อในสัญญานี้ไม่ โจทก์จึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว เมื่อโจทก์บอกเลิกการตั้งอนุญาโตตุลาการไปยังคณะอนุญาโตตุลาการโดยจำเลยมิได้ยินยอมด้วยจึงไม่มีผล

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.213 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.121 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.222 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.386 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.850

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า นางผลเป็นป้าของโจทก์ได้ถึงแก่กรรมโดยไม่มีบุตร บิดามารดาและสามีก็ถึงแก่กรรมไปก่อนแล้ว มีทรัพย์สินเป็นมรดกและมิได้ทำพินัยกรรมไว้โจทก์เป็นบุตรนอกกฎหมายของนายสวงซึ่งบิดาได้รับรองแล้ว นายสวงเป็นน้องร่วมบิดามารดาของนางผล นายสวงถึงแก่กรรมไปก่อนนางผล โจทก์จึงมีสิทธิรับมรดกของนางผลแทนที่นายสวงแต่ผู้เดียว จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๘ ซึ่งเป็นบุตรของนายลีน้องชายบิดาของนางผลพร้อมกับพวกซึ่งรู้ดีอยู่แล้วว่าจำเลยทั้ง ๘ คน ไม่มีสิทธิรับมรดกของนางผลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้ร่วมกันหลอกลวงข่มขู่ให้โจทก์ลงลายมือชื่อร่วมกับจำเลยทั้งแปดแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการเพื่อแบ่งมรดกของนางผลตามกฎหมายอิสลาม โจทก์ถือว่าการที่โจทก์แต่งตั้งอนุญาโตตุลาการโดยถูกหลอกลวงข่มขู่นั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงบอกล้างการแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการเป็นหนังสือไปยังอนุญาโตตุลาการแต่ละคนต่อมาเมื่อผู้จัดการมรดกประชุมหารือกันเรื่องจัดการมรดก จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ยืนยันให้จัดการแบ่งมรกดตามรายงานของคณะอนุญาโตตุลาการ คือแบ่งเป็น ๙ ส่วน โจทก์จำเลยได้คนละ ๑ ส่วนเท่ากัน ซึ่งการพิจารณาแบ่งมรดกของอนุญาโตตุลาการหามีผลไม่เพราะโจทก์ได้บอกล้างการแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการแล้ว โจทก์เป็นทายาทมีสิทธิรับมรดกแต่เพียงผู้เดียว จำเลยทั้งแปดไม่มีสิทธิได้รับมรดก ขอให้พิพากษาว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิได้รับมรดกของนายผลแต่เพียงผู้เดียว กับพิพากษาว่าหนังสือแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการไม่มีผลใช้บังคับ จำเลยทั้งแปดให้การว่า จำเลยทุกคนเป็นทายาทของนางผลโจทก์จำเลยและเจ้ามรดกเป็นคนไทยนับถือศาสนาอิสลาม เมื่อนางผลถึงแก่กรรมโจทก์จำเลยและผู้เกี่ยวข้องคนอื่นๆ ต่างอ้างสิทธิเป็นทายาท ในที่สุดโจทก์จำเลยและผู้เกี่ยวข้องได้ตกลงตั้งอนุญาโตตุลาการเพื่อชี้ขาดโดยอาศัยบทบัญญัติแห่งศาสนาอิสลามว่าใครเป็นผู้มีสิทธิได้รับมรดก เพื่อระงับข้อพิพาททุกคนตกลงยอมรับและปฏิบัติตามคำชี้ขาดโจทก์จำเลยและผู้เกี่ยวข้องได้ลงนามในหนังสือตั้งอนุญาโตตุลาการด้วยความสมัครใจไม่มีการข่มขู่หลอกลวงแต่อย่างใด อนุญาโตตุลาการมีคำสั่งชี้ขาดให้จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๗ เป็นผู้มีสิทธิได้รับมรดกและจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๗ ได้ตกลงแบ่งให้โจทก์และจำเลยที่ ๘คนละหนึ่งส่วนเท่าๆกัน คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการดังกล่าวไม่ขัดต่อกฎหมายมีผลผูกพันโจทก์จำเลย โจทก์จะบอกเลิกล้างเพิกถอนการตั้งอนุญาโตตุลาการไม่ได้ เพราะจำเลยหาได้ยินยอมด้วยไม่ โจทก์ต้องปฏิบัติตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่า........ที่โจทก์อ้างว่าถูกจำเลยหลอกลวงข่มขู่นั้น โจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า จำเลยที่ ๑ เป็นคนพูดกับโจทก์ที่หลังบ้าน คนอื่นไม่ได้ยิน และได้เบิกความตอบทนายโจทก์ไว้ว่าจำเลยทุกคนบอกโจทก์ว่าจำเลยเป็นบุตรของนายลี อาของนางผล ตามศาสนาอิสลามจำเลยมีสิทธิได้รับมรดกของนางผลทั้งหมด โจทก์เป็นผู้หญิง ไม่มีสิทธิในมรดกของนางผล แต่จำเลยเห็นว่าโจทก์เป็นหลานของนางผล ก็จะแบ่งมรดกของนางผลให้บ้าง แต่โจทก์ต้องลงชื่อร่วมกับจำเลยแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการเพื่อแบ่งมรดก ถ้าโจทก์ไม่ยอมลงชื่อแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการร่วมกับจำเลย จำเลยจะไม่แบ่งมรดกให้ และโจทก์จะอยู่ในบ้านของนางผลไม่ได้ ถ้อยคำดังกล่าวนี้ หากจะฟังว่าจำเลยกล่าวแก่โจทก์จริงก็เป็นการเกลี้ยกล่อมให้โจทก์ตกลงตั้งอนุญาโตตุลาการเพื่อแบ่งมรดกตามบทบัญญัติของศาสนาอิสลาม จำเลยไม่ได้หลอกลวงว่าการแบ่งมรดกตามบัญญัติของศาสนาอิสลามนั้นโจทก์จะได้รับประโยชน์มาก แต่กลับบอกให้โจทก์รู้เสียด้วยว่าโจทก์จะไม่มีสิทธิได้รับมรดกเลย โจทก์จะได้รับส่วนแบ่งบ้างก็ต้องอาศัยความกรุณาของฝ่ายจำเลย โดยต้องร่วมลงชื่อตั้งอนุญาโตตุลาการเป็นการแลกเปลี่ยน ส่วนการที่จำเลยกล่าวว่าโจทก์จะอยู่ในบ้านของนางผลไม่ได้นั้น ก็ไม่เป็นการข่มขู่ที่จะทำให้นิติกรรมเป็นโมฆียะ เพราะเท่ากับว่าถ้าโจทก์ไม่มีสิทธิรับมรดกเลยแล้ว ก็จะอยู่ในบ้านซึ่งเป็นทรัพย์มรดกต่อไปไม่ได้ เมื่อโจทก์เป็นหลานของเจ้ามรดกอยู่ด้วยกันตลอดมา ไฉนจะยอมกลัวคำขู่เช่นนี้ โดยไม่สอบถามหารือผู้ใดก่อนว่าใครจะมีสิทธิรับมรกดกันบ้าง........................ตามพฤติการณ์แห่งคดีน่าเชื่อว่าเจ้ามรดกเป็นอิสลามศาสนิก โจทก์จำเลยก็เป็นอิสลามศาสนิก ซึ่งอยู่ในแวดวงของผู้ร่วมศาสนา ย่อมพอใจที่จะให้ผู้มีความรู้ทางศาสนาอิสลามจัดการแบ่งมรดกรายนี้ตามบทบัญญัติของศาสนาอิสลาม ครั้นต่อมาภายหลังโจทก์มาทราบว่าถ้าแบ่งมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้วโจทก์จะได้รับมรดกแต่ผู้เดียว โจทก์จึงต้องการเพิกถอนข้อตกลงร่วมกันที่จะให้แบ่งมรดกตามบทบัญญัติของกฎหมายอิสลามนั้นเสีย กรณีเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจโจทก์อยู่ แต่ตามข้อเท็จจริงก็ไม่อาจฟังว่าโจทก์ได้ลงลายมือชื่อร่วมตกลงตั้งอนุญาโตตุลาการไปเพราะถูกข่มขู่หรือหลอกลวง หากแต่เป็นความบกพร่องของโจทก์เองที่ด่วนตกลงกับจำเลยไปโดยไม่ไต่ถามให้รู้ชัดถึงทางได้ทางเสียให้ดีเสียก่อน หนังสือแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการระบุชื่อโจทก์กับจำเลยทั้งแปดว่าเป็นทายาทตามกฎหมายและตามศาสนาอิสลาม ขอแต่งตั้งให้บุคคลดังที่ได้ระบุชื่อไว้ ๓ คน เป็นอนุญาโตตุลาการจัดการแบ่งมรดกของนางผลผู้ตายตามบทบัญญัติแห่งศาสนาอิสลาม โดยผู้แต่งตั้งทุกคนยอมให้ถือว่ามีผลบังคับทั้งในทางศาสนาและกฎหมาย ตอนท้ายผู้ที่ร่วมกันแต่งทั้ง ๙ คนได้ลงลายมือชื่อไว้ โดยลงฐานะว่า "ผู้ให้ความยินยอมตามสัญญา" แล้วมีผู้ลงลายมือชื่อต่อไปเป็นพยาน หนังสือนี้นอกจากเป็นหลักฐานสำหรับอนุญาโตตุลาการใช้อ้างอิงแล้ว ยังเป็นหลักฐานแห่งสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยด้วยในตัว โจทก์กับจำเลยเป็นคู่สัญญาของสัญญาประนีประนอมยอมความ การบอกเลิกสัญญาหรือบอกล้างโมฆียกรรมโจทก์จะต้องแสดงเจตนาต่อจำเลยซึ่งเป็นคู่สัญญา โจทก์อ้างว่าได้ร่วมลงลายมือชื่อแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการให้แบ่งมรดกตามบทบัญญัติของศาสนาอิสลาม เพราะถูกจำเลยข่มขู่หลอกลวง แต่เมื่อข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์ถูกข่มขู่หลอกลวง โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาประนีประนอมยอมความ ที่โจทก์บอกเลิกการตั้งอนุญาโตตุลาการไปยังคณะอนุญาโตตุลาการ โดยจำเลยมิได้ยินยอมด้วยนั้นจึงไม่มีผล พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2617/2522 นางสาวมลิวัลย์ รัตนศิลปิน โจทก์ นายซาฮัก รัตนศิลป์ กับพวก ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางสาวมลิวัลย์ รัตนศิลปิน · ล. - นายซาฮัก รัตนศิลป์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประทีป ชุ่มวัฒนะ · สมบัติ วังตาล · ทวี กสิยพงศ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายดำรง แจ่มสุธี · ศาลอุทธรณ์ - นายจินดา บุญศิริ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 591/2531ฎีกา 2494/2553ฎีกา 2821/2522ฎีกา 2409/2551ฎีกา 1561/2520ฎีกา 2335/2551ฎีกา 6239/2551ฎีกา 763/2484ฎีกา 42/2516ฎีกา 1000/2505ฎีกา 6232/2534ฎีกา 5434/2536ฎีกา 2460/2517ฎีกา 4192/2536ฎีกา 643/2497ฎีกา 7051/2540ฎีกา 898/2534ฎีกา 8207/2538ฎีกา 6848/2540ฎีกา 1453/2542ฎีกา 953/2505ฎีกา 601/2537ฎีกา 1225-1235/2530ฎีกา 174/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา