คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3318/2522
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การมีกัญชาและเมล็ดกัญชาไว้ในครอบครองเป็นการกระทำผิดกฎหมายเพียงกรรมเดียว
ย่อคำพิพากษา
การมีกัญชาไว้ในครอบครองเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ กัญชาและเมล็ดกัญชาก็คือกัญชาตามพระราชบัญญัติดังกล่าวนั่นเอง ดังนั้น การที่จำเลยมีกัญชาและเมล็ดกัญชาในขณะเดียวกัน อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ จึงเป็นการกระทำผิดเพียงกรรมเดียว
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.26 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.76 คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๒๒ เวลากลางวัน จำเลยบังอาจมีกัญชาแห้ง ๑ ถุง หนัก ๕๐ กรัม และเมล็ดกัญชา ๑ ถุง หนัก ๕๐ กรัม ซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท ๕ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ ไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนกฎหมายและโดบไม่ได้รับอนุญาต เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมด้วยกัญชาและเมล็ดกัญชาเป็นของกลางขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓,๔,๗,๘,๙,๑๓,๒๖,๗๖,๑๐๒,๑๐๓ และริบของกลาง
จำเลยให้การรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓,๔,๗,๘,๙,๑๓,๒๖,๗๖,๑๐๒,๑๐๓ ลงโทษฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองจำคุก ๖ เดือน ฐานมีเมล็ดกัญชา ๖ เดือน รวมจำคุก ๑ ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๖ เดือน ของกลางริบ
จำเลยอุทธรณ์ ขอให้รอการลงโทษ
ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เป็นการกระทำผิดเพียงกรรมเดียว พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๗๖ จำคุก ๖ เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๓ เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาว่าการที่จำเลยมีกัญชาและเมล็ดกัญชาไว้ในความครอบครองต้องถือว่าเป็นความผิดสองกรรม จะต้องรับโทษแยกต่างหากจากกันนั้นศาลฎีกาเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ บัญญัติเพียงว่า การมีกัญชาไว้ในครอบครองเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ กัญชาและเมล็ดกัญชาก็คือกัญชาตามพระราชบัญญัติดังกล่าวนั่นเอง ดังนั้น การที่จำเลยมีกัญชาและเมล็ดกัญชาในขณะเดียวกันอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ จึงเป็นการกระทำผิดเพียงกรรมเดียว ที่โจทก์ฎีกาอีกว่า ตามพระราชบัญญัติกัญชา พ.ศ. ๒๔๗๗ ได้แยกความผิดการมีกัญชาไว้ในมาตรา ๗ และได้แยกการมีพันธุ์กัญชาไว้ในมาตรา ๕ ซึ่งมีโทษมาตรา ๙ และมาตรา ๑๐ แตกต่างกัน ต้องถือว่าเป็นความผิดสองกรรมนั้น เห็นว่าพระราชบัญญัติกัญชา พ.ศ. ๒๔๗๗ ที่โจทก์ยกขึ้นมาเป็นข้อฎีกานี้ ได้ถูกยกเลิกไปแล้วโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ จึงจะนำมาเป็นหลักวินิจฉัยในคดีนี้ไม่ได้
พิพากษายืน.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3318/2522
พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี โจทก์
นายปั้นลม ทิพย์สังวาลย์ ล.
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี · ล. - นายปั้นลม ทิพย์สังวาลย์ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ชุบ วีระเวคิน · อัมพล สุวรรณภักดี · สมบูรณ์ บุญภินนท์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี - นายสัจจา ชำนาญศรีเพชร · ศาลอุทธรณ์ - นายไพศาล สว่างเนตร |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา