⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1947/2523

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1947/2523

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่หมิ่นประมาทอย่างร้ายแรงถือเป็นเหตุให้ผู้ให้สามารถถอนคืนการให้ได้ และผู้ให้มีอำนาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรมที่ผู้รับได้กระทำไปเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกเรียกคืนการให้ แม้ผู้ให้จะยังไม่ได้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในขณะที่ผู้รับกระทำนิติกรรมนั้นก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 ด่าโจทก์ว่าโจทก์ประพฤติตัวไม่ดี เคยมีชู้ ถือได้ว่าจำเลยหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรงตามความหมายของ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 531(2) โจทก์ถอนคืนการให้ได้และเมื่อจำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมยกที่พิพาทที่โจทก์ยกให้นั้นให้แก่จำเลยที่ 2 ที่ 3 ต่อไปเพื่อจะไม่ให้โจทก์เรียกคืนโดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบโจทก์ก็มีอำนาจฟ้องให้เพิกถอนนิติกรรมนั้นได้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 หาจำเป็นที่โจทก์จะต้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในขณะที่จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมนั้นไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.237 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.531

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์ยกที่ดินให้จำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 หมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรง อันเป็นการประพฤติเนรคุณต่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ฉ้อฉลโจทก์ พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมที่จำเลยที่ 1 ให้ที่พิพาทแก่จำเลยที่ 2 ที่ 3 โดยเสน่หา ให้จำเลยที่ 1 คืนที่ดินแก่โจทก์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ศาลฎีกาเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ด่าว่าโจทก์ดังที่โจทก์นำสืบมา เฉพาะคำด่าที่ว่าโจทก์ประพฤติตัวไม่ดี เคยมีชู้ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 หมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรง ตามความหมายของมาตรา 531(2)แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โจทก์ถอนคืนการให้ได้ ประเด็นข้อที่สอง ได้ความว่าจำเลยที่ 1 ด่าโจทก์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2521 ต่อมาวันที่ 17 มีนาคม 2521 จำเลยที่ 1 ก็ทำนิติกรรมยกที่พิพาทให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 โดยเสน่หา ศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมยกที่พิพาทให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 หลังจากจำเลยที่ 1 ด่าโจทก์เพียง 1 เดือน ทั้งจำเลยที่ 1 ก็ทราบว่านายมานพ ธานินทร์ จะบอกโจทก์ให้ฟ้องเรียกเอาที่พิพาทคืน โดยทราบจากตัวนายมานพ ธานินทร์ เอง จากพฤติการณ์ดังกล่าวเชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 ยกที่พิพาทให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 เพื่อจะไม่ให้โจทก์เรียกคืน โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทางให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ โจทก์ขอให้เพิกถอนนิติกรรมให้ดังกล่าวนั้นได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237ที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่า ขณะจำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมให้ โจทก์ยังไม่ได้เป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษา โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมนั้น ศาลฎีกาเห็นว่านับตั้งแต่จำเลยที่ 1 หมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรง โจทก์ก็อยู่ในฐานะเป็นเจ้าหนี้ที่จะใช้สิทธิเรียกร้องขอเพิกถอนนิติกรรมให้ได้แล้ว หาจำต้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาดังฎีกาไม่" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1947/2523 นางร้าย ธานินทร์ โจทก์ นางพยอม ภาษี กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางร้าย ธานินทร์ · จำเลย - นางพยอม ภาษี กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อัมพล สุวรรณภักดี · ชุบ วีระเวคิน · สมบูรณ์ บุญภินนท์
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 324/2504ฎีกา 19883/2555ฎีกา 621/2519ฎีกา 886/2515ฎีกา 52/2527ฎีกา 2161/2538ฎีกา 5059/2538ฎีกา 5444/2551ฎีกา 1016-1018/2477ฎีกา 2345/2540ฎีกา 180/2502ฎีกา 1145/2495ฎีกา 597/2513ฎีกา 206/2510ฎีกา 3601/2542ฎีกา 635/2511ฎีกา 6239/2555ฎีกา 310/2534ฎีกา 1516/2525ฎีกา 2269/2543ฎีกา 4144/2552ฎีกา 5207/2545ฎีกา 14934/2557ฎีกา 7247/2537
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา