⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2539/2523

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2539/2523

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุดลง สิ่งปลูกสร้างที่ผู้เช่าปลูกสร้างไว้บนที่ดินของผู้ให้เช่าตามข้อตกลงในสัญญา ย่อมตกเป็นของผู้ให้เช่า และผู้ให้เช่ามีสิทธิครอบครองสิ่งปลูกสร้างนั้น.

ย่อคำพิพากษา

จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินจากโจทก์ปลูกสร้างสะพานและอาคารบนสะพาน โดยมีข้อตกลงในสัญญาว่าเมื่อสัญญาเช่าครบกำหนดให้สิ่งปลูกสร้างนั้นตกเป็นของโจทก์ ครบกำหนดสัญญาเช่าเดิมจำเลยได้โอนสิ่งปลูกสร้างให้โจทก์แล้วและเช่าสิ่งปลูกสร้างนั้นต่อมา แม้ภายหลังปรากฏว่าที่ดินที่โจทก์ให้จำเลยเช่านั้นเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน และนายอำเภอผู้ปกครองดูแลที่สาธารณะฟ้องขับไล่โจทก์ให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินแต่ก็มิได้อ้างสิทธิในสิ่งปลูกสร้างด้วยซึ่งปลูกสร้างดังกล่าว หากตกเป็นของรัฐไม่ โจทก์ยังมีสิทธิครอบครองเฉพาะสิ่งปลูกสร้าง จำเลยเช่าสิ่งปลูกสร้างจากโจทก์จึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามสัญญาเช่าโดยชำระค่าเช่าให้โจทก์ และครบกำหนดสัญญาเช่าโจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากสถานที่เช่าได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.107 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.537 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1304 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1310 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1311

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เดิมจำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินโจทก์ปลูกสร้างสะพานท่าน้ำลงสู่ทะเล และอาคารบนสะพานสำหรับค้าน้ำมันเชื้อเพลิงมีกำหนด ๑๕ ปี เมื่อสิ้นสุดการเช่าให้สิ่งปลูกสร้างตกเป็นของโจทก์ สัญญาเช่านี้สิ้นสุดลงแล้วสิ่งปลูกสร้างตามสัญญาเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ จำเลยได้ทำสัญญาเช่าสะพานกับอาคารบนสะพานนั้นต่อมาอีกสองครั้ง ครั้งสุดท้ายครบอายุสัญญาวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๒๑ อัตราค่าเช่าเดือนละ ๑,๕๐๐ บาท ก่อนครบกำหนดสัญญาเช่าโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยทราบว่าไม่ประสงค์จะให้จำเลยเช่าต่อ ครั้นครบกำหนดจำเลยไม่ออกจากที่เช่าจนบัดนี้เป็นเหตุให้โจทก์เสียหาย และทรัพย์ที่เช่าชำรุดทรุดโทรม ขอให้ขับไล่จำเลยให้จำเลยใช้ค่าเสียหายและซ่อมแซมทรัพย์ที่เช่าอยู่ในสภาพเดิม ไม่ซ่อมให้ใช้เงินแทน จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินโจทก์ปลูกสะพานท่าน้ำและอาคารบนสะพานจริง ต่อมาจำเลยได้โอนกรรมสิทธิ์สิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้โจทก์ไปตามสัญญาเช่า เมื่อเดือนเมษายน ๒๕๒๑ จำเลยทราบว่าที่ดินที่จำเลยเช่ากับโจทก์เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน นายอำเภอเมืองสงขลาซึ่งมีหน้าที่ดูแลรักษาที่ดินตามกฎหมายได้ยื่นฟ้องโจทก์ให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปและทำให้ที่ดินกลับคืนสภาพเดิม คดีถึงที่สุดโดยโจทก์เป็นฝ่ายแพ้คดี ศาลจังหวัดสงขลาได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีที่โจทก์ถูกฟ้องเมื่อวันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๑๘ เป็นเวลาภายหลังที่จำเลยทำสัญญาเช่าฉบับสุดท้ายกับโจทก์สองเดือนเศษ และทางราชการมิได้อนุญาตให้โจทก์ใช้ประโยชน์ในที่ดินนั้น แม้จำเลยจะโอนกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างให้โจทก์ไปแล้ว ก็ต้องถือว่าเป็นส่วนควบของที่ดิน โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่เรียกค่าเสียหายและค่าซ่อมแซมสิ่งปลุกสร้าง โจทก์เรียกค่าเช่าจากจำเลยภายหลังที่มีการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้โจทก์แพ้คดีตลอดมา ซึ่งโจทก์ไม่มีสิทธิรับเงินค่าเช่าตามสัญญาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ๒๕๑๘ ถึงเดือนมีนาคม ๒๕๒๑ รวม ๓๓ เดือน เป็นเงิน ๔๙,๕๐๐ บาทจากจำเลย สิ่งปลูกสร้างชำรุดตามสภาพ หากซ่อมแซมก็ไม่ถึงที่โจทก์เรียกร้องโจทก์ควรได้ประโยชน์จากที่พิพาทเท่าค่าเช่า ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์คืนเงินค่าเช่าแก่จำเลย ๔๙,๕๐๐ บาท โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับนายอำเภอเมืองสงขลาเป็นเรื่องที่ดิน ส่วนสิ่งปลูกสร้างเป็นของโจทก์ตามสัญญาเช่าระหว่างโจทก์จำเลยโจทก์เรียกค่าเช่าได้ไม่ต้องคืนค่าเช่าให้จำเลย ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากสะพานและอาคารบนสะพานที่พิพาท กับให้จำเลยซ่อมสะพานและอาคารบนสะพานให้อยู่ในสภาพเดิมหากไม่ซ่อมให้ใช้เงิน ๓,๐๐๐ บาท และใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ ๒,๐๐๐ บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากที่พิพาท ยกฟ้องแย้งจำเลย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกาข้อกฎหมายว่า ศาลพิพากษาคดีถึงที่สุดกว่าที่ดินซึ่งจำเลยทำสัญญาเช่ากับโจทก์แต่แรกนั้นเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกันสิ่งปลูกสร้างพิพาทอยู่ในที่ดินนี้ต้องตกเป็นของรัฐ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่ ขอให้ยกฟ้องโจทก์และบังคับตามฟ้องแย้งจำเลย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่าสะพานและอาคารบนสะพานรายพิพาทตกเป็นของโจทก์ตามสัญญาเช่าที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยแต่แรก ซึ่งคำให้การจำเลยได้ยอมรับว่าได้โอนสิ่งปลูกสร้างให้โจทก์แล้ว หากสะพานและอาคารจะเป็นสิ่งปลูกสร้างลงบนที่ดินสาธารณะ แต่เมื่อตกเป็นของโจทก์แล้ว โจทก์ก็มีสิทธิครอบครองเฉพาะสิ่งปลูกสร้างรายพิพาทนั้นได้ สิ่งปลูกสร้างดังกล่าวหาตกเป็นของรัฐดังที่จำเลยฎีกาไม่ การที่นายอำเภอผู้ปกครองดูแลที่สาธารณะฟ้องโจทก์คดีถึงทีสุดตามคำให้การของจำเลยเป็นเรื่องให้โจทก์รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดิน มิได้อ้างสิทธิในสิ่งปลูกสร้างรายพิพาทด้วย เมื่อจำเลยทำสัญญาเช่าสิ่งปลูกสร้างรายพิพาทจากโจทก์จำเลยต้องมีหน้าที่ปฏิบัติตามสัญญาโดยชำระค่าเช่าให้โจทก์ และครบกำหนดสัญญาเช่า โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากสถานที่เช่าได้ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2539/2523 นายอร่าม เสาวพฤกษ์ โจทก์ บริษัทประสานวนิช จำกัด กับพวก ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายอร่าม เสาวพฤกษ์ · ล. - บริษัทประสานวนิช จำกัด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุวรรณพ กองวารี · ปรีชา สุมาวงศ์ · กุศล บุญยืน
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสงขลา - นายอำนวย หมวดเมือง · ศาลอุทธรณ์ - นายยรรยง อิทธิพงษ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1798/2506ฎีกา 681/2506ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 1889/2511ฎีกา 8680/2551ฎีกา 861/2540ฎีกา 1036/2506ฎีกา 863/2524ฎีกา 9188/2538ฎีกา 2718/2538ฎีกา 1170/2505ฎีกา 1593/2524ฎีกา 4470/2543ฎีกา 713/2512ฎีกา 1194/2527ฎีกา 3024/2528ฎีกา 2224/2528
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา