⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2920/2523

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2920/2523

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งแสดงเจตนาชัดแจ้งว่าจะไม่ปฏิบัติตามสัญญา อีกฝ่ายหนึ่งจะถือเสมือนว่าเป็นการบอกเลิกสัญญา และคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมก่อนทำสัญญา

ย่อคำพิพากษา

โจทก์จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเป็นเงิน 70,125 บาท ยังค้างชำระราคาอยู่ 35,062.50 บาท ส่วนที่ค้างตกลงกันให้จำเลยหักเอาจากค่าเช่ารถแทรกเตอร์ที่จำเลยเช่าจากโจทก์เป็นการชำระค่าที่ดินเดือนละ 8,000 บาท ถ้าเลิกสัญญาเช่าให้โจทก์ผ่อนราคาที่ดินเดือนละ 5,000 บาท เมื่อชำระราคาครบถ้วนจำเลยจึงจะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้โจทก์ จำเลยหักค่าเช่ารถแทรกเตอร์ไว้เป็นค่าที่ดินเพียงเดือนเดียวจำนวน 8,000 บาท โจทก์เอารถแทรกเตอร์คืนไม่ชำระค่าที่ดินอีกเลย กลับเรียกเอาเงินที่ชำระไปแล้วคืนจากจำเลย ถือเป็นการบอกเลิกสัญญากับจำเลย นับแต่วันทำสัญญาถึงวันที่ฟ้องเป็นเวลา 3 ปีเศษ ไม่ปรากฏว่าจำเลยเรียกร้องขอบังคับเอาส่วนที่เหลือจากโจทก์ซึ่งจำเลยควรถือได้ว่าโจทก์กระทำผิดสัญญา โจทก์ทวงถามให้จำเลยคืนเงินค่าที่ดิน จำเลยก็มิได้โต้แย้งอันแสดงความประสงค์ว่าจะให้ปฏิบัติตามสัญญาต่อไป เมื่อโจทก์ฟ้องคดีจำเลยก็บอกปัดชัดแจ้งไม่ยอมรับความผูกพันตามสัญญา ทั้งยังอ้างว่าไม่มีการชำระราคาที่ดินกันตามสัญญาเลย ถ้าจำเลยไม่ต้องการเลิกสัญญาด้วย ก็ย่อมมีสิทธิบังคับให้โจทก์ชำระราคาที่ดินที่ยังค้างและมีหน้าที่โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้โจทก์ จึงเป็นการที่จำเลยได้แสดงออกซึ่งเจตนาต่อโจทก์แล้วว่าไม่ประสงค์จะปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายนั้นต่อไปอีก เท่ากับสนองรับโดยปริยายในการที่โจทก์บอกเลิกสัญญา คู่สัญญาต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.361 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.386 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.391 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.456

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองได้ทำสัญญาจะขายที่ดินให้โจทก์ในราคา ๗๐,๑๒๕ บาท โจทก์ชำระเงินให้จำเลยครบถ้วนตามสัญญาแล้ว แต่จำเลยไม่โอนกรรมสิทธิ์ให้ตามสัญญา จำเลยทั้งสองต้องคืนราคาที่ดินที่รับไว้จากโจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี โจทก์ทวงถามแล้วจำเลยไม่ชำระ โจทก์ขอเรียกร้องต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยเพียง ๑๐๐,๐๐๐ บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินดังกล่าวพร้อมด้วยดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองให้การว่า สัญญาที่โจทก์ฟ้องทำขึ้นเพื่อประสงค์ที่จะให้โจทก์นำไปแสดงในการขอกู้เงินจากญาติมาลงทุนค้าขาย โดยโจทก์อ้างว่าต้องการจะมาซื้อที่ดินไม่มีความประสงค์ให้ผูกพันกันจริงตามสัญญา จำเลยมิได้รับเงินราคาที่ดิน ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ชำระราคาที่ดินให้จำเลย ๔๓,๐๖๒.๕๐ บาท ไม่ครบถ้วนตามสัญญา จำเลยไม่ผิดสัญญา แต่เป็นการเลิกสัญญาต่อกัน โจทก์จำเลยต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม จำเลยทั้งสองต้องคืนเงินราคาที่ดินที่รับไว้แก่โจทก์ พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๔๓,๐๖๒.๕๐ บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า มูลแห่งคดีไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองยินยอมเลิกสัญญากับโจทก์และไม่ได้กระทำผิดสัญญา ไม่ได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินซึ่งทำผูกพันกันไว้ เมื่อวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๗ มีใจความว่า จำเลยทั้งสองตกลงขายที่ดินให้โจทก์เป็นเงิน ๗๐,๑๒๕ บาท ยังค้างชำระราคาอยู่ ๓๕,๐๖๒.๕๐ บาท เงินจำนวนนี้ตกลงให้จำเลยทั้งสองหักเอาจากค่าเช่ารถแทรกเตอร์ที่จำเลยทำสัญญาเช่าจากโจทก์เมื่อวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๑๗ ไว้เป็นค่าที่ดินเดือนละ ๘,๐๐๐ บาท ถ้ามีการเลิกสัญญาเช่านั้นให้โจทก์ผ่อนชำระราคาที่ดินเดือนละ ๕,๐๐๐ บาท เมื่อชำระราคาครบถ้วน จำเลยทั้งสองจะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้โจทก์ หากโอนไม่ได้ยอมคืนเงินพร้อมทั้งดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี ข้อเท็จจริงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยทั้งสองหักเงินค่าเช่ารถแทรกเตอร์ไว้เป็นราคาที่ดินเพียงเดือนเดียวจำนวน ๘,๐๐๐ บาท โจทก์เอารถคืนและไม่ผ่อนชำระราคาที่ดินอีกเลย การที่โจทก์ชำระราคาที่ดินไม่ครบแต่เรียกเอาเงินราคาที่ดินซึ่งชำระไปแล้วคืนจากจำเลยทั้งหมด ถือเป็นการบอกเลิกสัญญากับจำเลยทั้งสองโดยไม่มีข้อโต้เถียงเป็นอย่างอื่น ปัญหาคงมีว่าจำเลยทั้งสองตกลงเลิกสัญญากับโจทก์ด้วยหรือไม่ เห็นว่าพฤติการณ์ที่จำเลยทั้งสองปฏิบัติหลังจากวันทำสัญญาจะซื้อจะขายซึ่งกำหนดให้โจทก์ผ่อนชำระราคาที่ดินเป็นรายเดือนทุกเดือนจนครบจำนวน ๓๕,๐๖๘.๕๐ บาท มาจนถึงวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นเวลา ๓ ปีเศษ จำเลยทั้งสองได้เงินราคาที่ดินจากโจทก์ครั้งเดียวจำนวน ๘,๐๐๐ บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองเคยเรียกร้องขอบังคับเอาจากโจทก์ซึ่งจำเลยควรถือได้ว่าโจทก์กระทำผิดสัญญา แม้โจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสองคืนเงินราคาที่ดินที่ได้รับไว้ดังที่โจทก์กล่าวมาในฟ้อง จำเลยทั้งสองก็มิได้โต้แย้งอันแสดงว่าประสงค์จะให้มีการปฏิบัติตามสัญญากันต่อไป เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้จำเลยทั้งสองบอกปัดชัดแจ้งไม่ยอมรับความผูกพันตามสัญญา ทั้งยังอ้างว่าไม่เคยมีการชำระราคาที่ดินกันตามสัญญาเลย ถ้าจำเลยทั้งสองไม่ต้องการเลิกสัญญาด้วย ย่อมมีสิทธิบังคับให้โจทก์ชำระราคาที่ดินที่ยังค้างอยู่ตามสัญญา และจำเลยทั้งสองมีหน้าที่โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้โจทก์ ซึ่งเป็นการที่จำเลยทั้งสองได้แสดงออกซึ่งเจตนาต่อโจทก์แล้วว่าไม่ประสงค์จะปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายนั้นต่อไปอีกเช่นเดียวกับโจทก์เท่ากับสนองรับตกลงด้วยโดยปริยาย ในการที่โจทก์เลิกสัญญา คู่สัญญาฟ้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม จำเลยต้องคืนเงินราคาที่ดินซึ่งรับไว้ให้โจทก์ พิพากษากลับให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2920/2523 นายวิบูลย์ วิบูลย์จันทร์ โจทก์ นายทรงศักดิ์ อังควานิช กับพวก ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายวิบูลย์ วิบูลย์จันทร์ · ล. - นายทรงศักดิ์ อังควานิช กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุวรรณพ กองวารี · ปรีชา สุมาวงศ์ · ประสาท บุณยรังษี
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายไพจิตร วิเศษโกสิน · ศาลอุทธรณ์ - นายยนต์ พิรวินิจ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 545/2532ฎีกา 4011/2530ฎีกา 509/2506ฎีกา 1968/2537ฎีกา 1258/2551ฎีกา 1167/2526ฎีกา 484/2536ฎีกา 5284/2531ฎีกา 814/2490ฎีกา 2010/2500ฎีกา 704/2522ฎีกา 2560/2536ฎีกา 3454/2533ฎีกา 4062/2535ฎีกา 1195/2511ฎีกา 437/2518ฎีกา 5238/2542ฎีกา 265/2510ฎีกา 1001/2474ฎีกา 17/2491ฎีกา 1667/2535ฎีกา 468/2490ฎีกา 3831/2537ฎีกา 3480/2529
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา