⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 700/2523

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 700/2523

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่จำเลยจดทะเบียนโอนขายทรัพย์สินให้แก่บุคคลภายนอกโดยมีเจตนาฉ้อฉล เพื่อหลีกเลี่ยงการชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ เจ้าหนี้มีสิทธิฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมนั้นได้

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะขายที่ดินให้แก่โจทก์ จำเลยที่1 ผิดสัญญาไม่ยอมจดทะเบียนโอนขายที่ดินให้แก่โจทก์โจทก์มิได้ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินให้แต่ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 เรียกเงินมัดจำกับค่าปรับ และศาลได้พิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามฟ้อง คดีถึงที่สุดแล้วโจทก์มาฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ กล่าวอ้างว่าภายหลังที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะขายที่ดินให้แก่โจทก์และจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่ยอมจดทะเบียนโอนขายที่ดินให้โจทก์แล้ว ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนโอนขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 โดยร่วมกันฉ้อฉล ทั้งที่จำเลยทั้งสองรู้อยู่แล้วว่าโจทก์เป็นคู่สัญญาจะซื้อที่ดินจากจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 จะต้องโอนขายที่ดินให้แก่โจทก์ และโจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 ให้คืนเงินมัดจำและชำระค่าปรับ แต่จำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอื่นใดจะชำระหนี้ให้โจทก์ได้นอกจากที่ดินแปลงดังกล่าวแปลงเดียว ทำให้โจทก์เสียหายไม่ได้รับชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 ตามสัญญาจะซื้อขาย ดังนี้หากข้อเท็จจริงฟังได้ดังกล่าว การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 อาจเป็นการฉ้อฉล อันจะเป็นทางให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยทั้งสองได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.240 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.247 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.237

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะขายที่ดินพิพาทแก่โจทก์ โจทก์วางมัดจำไว้บางส่วน ที่เหลือจะชำระเมื่อจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินให้โจทก์เรียบร้อยแล้ว จำเลยที่ 1 ตกลงว่าเมื่อได้รับมรดกที่ดินดังกล่าวเมื่อใดจะไปจดทะเบียนโอนขายแก่โจทก์ภายใน 540 วัน หากโจทก์ผิดสัญญาไม่ซื้อ จำเลยที่ 1 ริบมัดจำได้ ถ้าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่ขาย ยอมให้โจทก์ปรับเป็นเงินจำนวนหนึ่งพร้อมคืนเงินมัดจำ ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้รับมรดกที่ดินดังกล่าว แต่ไม่ยอมไปจดทะเบียนโอนขายที่ดินให้แก่โจทก์ ต่อมาจำเลยทั้งสองร่วมกันฉ้อฉลโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมจดทะเบียนขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 2 โดยรู้อยู่แล้วว่าโจทก์เป็นคู่สัญญาซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่พิพาทให้ โจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 ให้คืนมัดจำและชำระค่าปรับแล้วแต่จำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอื่นใดจะชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว ขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายและการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ให้การว่า ที่ดินพิพาทเดิมเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้อื่นสัญญาจะซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำก่อนที่จำเลยที่ 1 จะได้รับกรรมสิทธิ์มาเป็นโมฆะและยังไม่ถึงกำหนดที่จะโอนตามสัญญา โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ให้คืนเงินมัดจำกับค่าเสียหายแล้ว สัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ย่อมระงับไป โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 1 ยังมีที่ดินและบ้านนอกจากที่ดินพิพาท การซื้อขายระหว่างจำเลยทั้งสองกระทำโดยสุจริตเปิดเผยและเสียค่าตอบแทน ซึ่งโจทก์ทราบแต่ไม่คัดค้าน ขอให้ยกฟ้อง ในวันนัดสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้จึงสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลย ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ได้ความว่ากรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่ยอมจดทะเบียนโอนขายที่ดินให้แก่โจทก์นั้น โจทก์มิได้ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินให้แต่ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 เรียกเงินมัดจำกับค่าปรับ และศาลได้พิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามฟ้อง คดีถึงที่สุดแล้วก็ตาม แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องกล่าวอ้างว่าภายหลังที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะขายที่ดินให้แก่โจทก์ และจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่ยอมจดทะเบียนโอนขายที่ดินให้โจทก์แล้ว ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนโอนขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 โดยร่วมกันฉ้อฉล ทั้งที่จำเลยทั้งสองรู้อยู่แล้วว่าโจทก์เป็นคู่สัญญาจะซื้อที่ดินจากจำเลยที่ 1ซึ่งจำเลยที่ 1 จะต้องโอนขายที่ดินให้แก่โจทก์ และโจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 1ให้คืนเงินมัดจำและชำระค่าปรับ แต่จำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอื่นใดจะชำระหนี้ให้โจทก์ได้นอกจากที่ดินแปลงดังกล่าวแปลงเดียว ทำให้โจทก์เสียหายไม่ได้รับชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 ตามสัญญาจะซื้อจะขาย ดังนี้หากข้อเท็จจริงฟังได้ดังกล่าว การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 อาจเป็นการฉ้อฉลอันจะเป็นทางให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบได้ โจทก์จึงมีอำนาจขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยทั้งสองได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 ที่ศาลอุทธรณ์ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ชอบแล้ว พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 700/2523 นายจ้อย ศรีสุข โจทก์ นายกรึก อินทรักษ์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายจ้อย ศรีสุข · จำเลย - นายกรึก อินทรักษ์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ภิญโญ ธีรนิติ · ภักดิ์ บุณย์ภักดี · อาจ ปัญญาดิลก
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 681/2506ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 1889/2511ฎีกา 8680/2551ฎีกา 8735/2542ฎีกา 2345/2540ฎีกา 861/2540ฎีกา 863/2524ฎีกา 1170/2505ฎีกา 1593/2524ฎีกา 1733/2498ฎีกา 4470/2543ฎีกา 713/2512ฎีกา 1194/2527ฎีกา 3024/2528ฎีกา 2170/2517ฎีกา 2224/2528
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา