⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2092-2093/2524

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2092-2093/2524

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลพิพากษาไปตามยอม กำหนดให้คู่สัญญาตกลงการเช่ากันใหม่เมื่อครบกำหนด หากตกลงกันไม่ได้ ฝ่ายที่ไม่ได้ผิดสัญญาไม่มีหน้าที่ต้องให้เช่าต่อไป

ย่อคำพิพากษา

เมื่อสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลได้พิพากษาคดีไปตามยอม ให้โจทก์จำเลยตกลงการเช่ากันใหม่เมื่อครบกำหนดตามสัญญา แต่โจทก์จำเลยตกลงกันไม่ได้ โจทก์ไม่ผิดสัญญา จำเลยไม่มีสิทธิฟ้องแย้งให้โจทก์ต้องให้จำเลยเช่าต่อไป

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.537 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.850

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองสำนวนพร้อมด้วยบริวารออกจากห้องพิพาท ให้ใช้ค่าเสียหายสำนวนละ 28,800 บาท พร้อมดอกเบี้ย และค่าเสียหายเดือนต่อไปเดือนละ 600 บาท ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายและค่าสินไหมทดแทนเดือนละ 600 บาทนับแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2517 ถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม 2521 พร้อมดอกเบี้ย จำเลยทั้งสองสำนวนฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "จำเลยฎีกาว่า สัญญาประนีประนอมยอมความที่โจทก์จำเลยได้ทำกันไว้เป็นคำมั่นจะให้เช่า และก่อนครบกำหนด 12 ปีตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยทั้งสองได้แสดงความจำนงขอเช่าไปยังโจทก์แล้ว และทั้งสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับนี้ศาลได้พิพากษาคดีไปตามยอมแล้ว โจทก์จำเลยมีหน้าที่ต้องปฏิบัติไปตามคำพิพากษาของศาลคือโจทก์ต้องมีหน้าที่ให้จำเลยเช่าต่อไปแต่โจทก์กลับไม่ให้จำเลยเช่าและใช้สิทธิฟ้องจำเลย เป็นการผิดสัญญา จำเลยย่อมมีสิทธิฟ้องโจทก์ได้ การที่ศาลยกฟ้องแย้งจำเลยจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว สัญญาประนีประนอมยอมความที่จำเลยทั้งสองอ้างมีข้อความดังนี้ ข้อ 1. จำเลย (หมายถึงโจทก์คดีนี้) ยอมให้โจทก์ (หมายถึงจำเลยคดีนี้)ทุกสำนวนมีสิทธิอยู่ในตึกแถวพิพาทกันแต่ละสำนวนนั้นต่อไปโดยเสียค่าเช่าในอัตราเดิม เป็นระยะเวลา 12ปีครึ่ง นับแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้อ 2 โจกท์ (หมายถึงจำเลยคดีนี้) หรือผู้รับมอบมรดกของโจทก์แต่ละสำนวนมีสิทธิที่จะโอนการเช่าตึกพิพาทไปยังบุคคลอื่นได้ภายในระยะเวลาตามข้อ 1 โดยในการโอนนั้นจะต้องให้เงินแก่จำเลย (หมายถึงโจทก์คดีนี้) ร้อยละ 10 ของยอดสุทธิเงินที่ได้จากการโอนนั้น ข้อ 3. เมื่อครบกำหนดตามข้อ 1 แล้ว โจทก์ (หมายถึงจำเลยคดีนี้) มีสิทธิจะขอเช่าอยู่ต่อไปได้ก่อนผู้ขอเช่าคนอื่นโดยจะต้องเสียค่าเช่าแก่จำเลย (หมายถึงโจทก์คดีนี้) ตามอัตราท้องตลาดที่ผู้อื่นเช่าทั่วไปในขณะนั้น ข้อ 4. กำหนดระยะเวลาข้อ 1 นั้น หากโจทก์ (หมายถึงจำเลยคดีนี้) ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าแก่จำเลย 3 คราวติด ๆ กัน ให้ถือว่าข้อสัญญานั้นเป็นอันเลิกกัน ข้อ 5. ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความเป็นอันพับกันไป ข้อเรียกร้องของโจทก์ (จำเลยคดีนี้) ตามคำขอท้ายฟ้องอื่น ๆ โจทก์ไม่ติดใจต่อไป ศาลฎีกาเห็นว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 3 ซึ่งมีข้อความว่าเมื่อครบกำหนดตามข้อ 1 แล้วโจทก์ (หมายถึงจำเลย) มีสิทธิที่จะขอเช่าอยู่ต่อไปก่อนผู้ขอเช่าคนอื่นโดยจะต้องเสียค่าเช่าแก่จำเลย (คือโจทก์คดีนี้) ตามอัตราท้องตลาดที่ผู้อื่นเช่าทั่วไปในขณะนั้นนั้น เป็นเพียงข้อตกลงที่ให้โอกาสผู้เช่าทำการต่อสัญญาได้เท่านั้น ทั้งนี้โดยโจทก์จำเลยจะต้องทำสัญญาเช่ากันใหม่ กำหนดเวลาเช่าใหม่ และกำหนดอัตราค่าเช่ากันใหม่ตามอัตราท้องตลาดในขณะนั้น ข้อตกลงที่โจทก์ให้โอกาสจำเลยดังกล่าว จึงมิใช่เป็นคำมั่นจะให้เช่าของโจทก์ดังที่จำเลยกล่าวอ้าง ข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่าก่อนครบกำหนด 12 ปีครึ่งตามข้อตกลง จำเลยทั้งสองได้แสดง ความจำนงขอเช่าตึกแถวห้องพิพาทไปยังโจทก์แต่โจทก์ไม่ยอมรับเนื่องจากจำเลยเสนอให้ค่าเช่าแก่โจทก์น้อยไปไม่ใช่เป็นอัตราท้องตลาดที่ผู้อื่นเช่าทั่วไป โจทก์กับจำเลยจึงไม่สามารถทำความตกลงกันได้ ฉะนั้น การเช่าใหม่ระหว่างโจทก์จำเลยจึงไม่เกิดขึ้น ที่จำเลยทั้งสองฎีกาอ้างว่าสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับนี้ศาลได้พิพากษาคดีไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว โจทก์จำเลยมีหน้าที่ต้องปฏิบัติ คือโจทก์ต้องให้จำเลยเช่าต่อไป ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลได้พิพากษาคดีไปตามยอมให้โจทก์จำเลยตกลงการเช่ากันใหม่แต่โจทก์จำเลยตกลงกันไม่ได้ โจทก์ไม่ผิดสัญญา จำเลยไม่มีสิทธิฟ้องแย้งสัญญาเช่าตึกแถวห้องพิพาทมีกำหนด 12 ปีครึ่ง นับแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2504 จึงครบกำหนดการเช่าวันที่ 3 มิถุนายน 2517 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตร 564 และต่อมาโจทก์ได้บอกเลิกข้อตกลงในเรื่องการเช่ากับจำเลยอีกแล้ว จำเลยทั้งสองจึงอยู่ในตึกพิพาทฐานละเมิดตั้งแต่วันครบกำหนดตามคำบอกกล่าวของโจทก์เป็นต้นมา โจทก์มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลย" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2092 - 2093/2524 นางสาวประยูร พึ่งวิชัย โจทก์ นายภินันท์ วงศ์วาณิชย์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางสาวประยูร พึ่งวิชัย · จำเลย - นายภินันท์ วงศ์วาณิชย์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สำเนียง ด้วงมหาสอน · สนิท อังศุสิงห์ · ศักดิ์ สนองชาติ
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1798/2506ฎีกา 2335/2551ฎีกา 6239/2551ฎีกา 1000/2505ฎีกา 6232/2534ฎีกา 2460/2517ฎีกา 643/2497ฎีกา 1627/2505ฎีกา 1036/2506ฎีกา 506/2493ฎีกา 888/2511ฎีกา 9188/2538ฎีกา 7051/2540ฎีกา 898/2534ฎีกา 1593/2524ฎีกา 8207/2538ฎีกา 2224/2528ฎีกา 1061/2511ฎีกา 953/2505ฎีกา 2160/2518ฎีกา 1225-1235/2530ฎีกา 174/2538ฎีกา 5712/2545ฎีกา 9326-9327/2544
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา