⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2330/2524

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2330/2524

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การสมรสหรือการหย่าที่เกิดขึ้นก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 5 จะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อได้ปฏิบัติตามกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนั้น การเลิกร้างแยกกันอยู่ไม่ทำให้การเป็นสามีภรรยาขาดจากกันหากมิได้จดทะเบียนหย่าตามกฎหมาย. สินสมรสที่เกิดขึ้นก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 5 จะต้องแบ่งตามกฎหมายลักษณะผัวเมีย แม้จะเกิดข้อพิพาทภายหลังการใช้กฎหมายดังกล่าว.

ย่อคำพิพากษา

ผู้ร้องสอดกับ ล. สมรสกันก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 5 ดังนั้น หากมีข้อกล่าวอ้างถึงความสมบูรณ์ในเรื่องการสมรสหรือการหย่าขึ้นหลังจากได้มีประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5ใช้บังคับแล้ว การสมรสหรือการหย่าจะมีผลสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อได้ปฏิบัติการให้เป็นไปตามบทกฎหมายขณะที่ใช้อยู่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้ร้องสอดกับ ล. มิได้จดทะเบียนหย่าให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1499 ข้ออ้างการหย่าที่จำเลยยกขึ้นอ้างจึงไม่มีผลตามกฎหมายแม้จะได้ความว่าคู่สมรสจะได้เลิกร้างแยกกันอยู่ ก็หาทำให้การเป็นสามีภรรยาของคู่สมรสขาดจากกันไม่ ที่ดินโฉนดพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างผู้ร้องสอดกับ ล.ที่ไม่ได้มีการแบ่งแยกกันมาก่อน ต่อมา ล. ถึงแก่ความตายความเป็นสามีภรรยาระหว่างคนทั้งสองย่อมขาดจากกันนับแต่วันที่ ล. ตาย สินสมรสจึงต้องแยกจากกันและการแบ่งสินสมรสสำหรับบุคคลทั้งสอง แม้จะเป็นกรณีพิพาทกันหลังจากมีพระราชบัญญัติให้ใช้บัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ใช้บังคับแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่มีผลกระทบกระเทือนกับการสมรสและความสัมพันธ์ในครอบครัวอันเกิดแก่การสมรสนั้นๆ ซึ่งได้มีอยู่ก่อนวันใช้ประมวลกฎหมายบรรพนี้ ตามมาตรา 4(1) ของพระราชบัญญัติดังกล่าว การแบ่งสินสมรสของคนทั้งสองจึงต้องเป็นไปตามกฎหมายลักษณะผัวเมีย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้ร้องสอดเป็นฝ่ายที่มีสินเดิมมาฝ่ายเดียวล. ไม่มีสินเดิมที่ดินตามโฉนดพิพาทซึ่งเป็นสินสมรสจึงตกได้แก่ผู้ร้องสอดผู้เป็นสามีแต่ฝ่ายเดียวไม่เหลือตกเป็นมรดกของ ล.ผู้ตายไว้เลย ด้วยเหตุนี้ผู้ร้องสอดจึงไม่อยู่ในข่ายการนับอายุความมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 คดีของผู้ร้องสอดจึงไม่ขาดอายุความ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.57 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1449 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1754 พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2477 ม.4

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า นายสวัสดิ์ วงษ์ลักษณ์ นางละออ วงษ์ลักษณ์ได้ทำการสมรสกันเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๗ เกิดบุตรด้วยกัน ๑ คนคือจำเลยเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๔๗๑ นายสวัสดิ์และนางละออ ได้รับโจทก์ซึ่งขณะนั้นอายุได้ ๑ ขวบ เป็นบุตรบุญธรรมเลี้ยงดูโจทก์ตลอดมาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๐ นายสวัสดิ์และนางละออมีกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๘๓๔ ตำบลคลอง ๖ อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานีเนื้อที่ ๑๐๐ ไร่ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๙๘ นายสวัสดิ์และนางละออเลิกร้างกัน ได้มีการแบ่งกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวคนละ ๕๐ ไร่ นางละออตายไปเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๔ ที่ดินส่วนของนายสวัสดิ์ นายสวัสดิ์ได้ขายไปแล้วในปี พ.ศ. ๒๕๑๖ คงเหลือส่วนของนางละออซึ่งโจทก์ได้ครอบครองเป็นเจ้าของโดยเปิดเผยมากว่า ๑๐ ปี จนตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์แล้ว เป็นเนื้อที่ ๒๕ ไร่ ส่วนที่เหลือ ๒๕ ไร่ เป็นมรดกของนางละออที่ตกได้แก่ทายาท เมื่อเดือนกรกฎาคม ๒๕๑๘ จำเลยไปร้องขอรับมรดกที่ดินแปลงดังกล่าวทั้งหมด โจทก์ได้คัดค้าน จึงขอให้แสดงว่าที่ดินโฉนดดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ๒๕ ไร่ หรือครึ่งหนึ่งของที่ดินซึ่งนางละออถือกรรมสิทธิ์อยู่หากแบ่งไม่ได้ให้ประมูลกัน หรือขายทอดตลาดแบ่งเงินตามส่วน จำเลยให้การว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๘๓๔ เป็นมรดกของนางละออตกได้แก่จำเลย จำเลยครอบครองเป็นเจ้าของมา ๔ ปีเศษแล้ว โจทก์หรือผู้ใดไม่มีสิทธิเกี่ยวข้อง นางละออไม่ได้จดทะเบียนรับโจทก์เป็นบุตรบุญธรรม โจทก์จึงไม่ใช่บุตรบุญธรรมโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีสิทธิรับมรดก โจทก์ไม่เคยครอบครองที่พิพาท ฟ้องโจทก์ขาดอายุความขอให้ยกฟ้อง ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดว่า ผู้ร้องสอดเป็นสามีนางละออโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้ร้องสอดมีสินเดิมมาฝ่ายเดียว ที่ดิน ๕๐ ไร่ไม่เป็นสินสมรส นางละออจึงไม่มีส่วนแบ่งสินสมรสในทรัพย์ดังกล่าวตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องสอดทั้งหมด เดิมผู้ร้องสอดกับนางละออได้ครอบครองมาแต่แรกไม่มีผู้ใดเกี่ยวข้อง ผู้ร้องสอดกับนางละออไม่เคยหย่าขาดจากการเป็นสามีภรรยา ไม่เคยรับจดทะเบียนโจทก์เป็นบุตรบุญธรรม โจทก์ไม่มีสิทธิรับมรดก เมื่อนางละออตายผู้ร้องสอดเป็นฝ่ายครอบครองเป็นเจ้าของที่ดินฝ่ายเดียวมาเป็นเวลาเกินหนึ่งปี ทายาทอื่น ๆ รวมทั้งโจทก์และจำเลยหมดสิทธิที่จะขอแบ่งมรดกของนางละออ เพราะขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งว่าที่พิพาทเป็นของผู้ร้องสอด ห้ามโจทก์และจำเลยเข้าเกี่ยวข้อง โจทก์ให้การแก้คำร้องสอดว่า นางละออเป็นฝ่ายที่มีสินเดิมมาฝ่ายเดียว ผู้ร้องสอดทิ้งร้างนางละออไปมีภรรยาใหม่ประมาณ๒๐ ปีเศษแล้ว จนกระทั่งนางละออตาย ไม่เคยกลับมาคืนดีกันผู้ร้องสอดไม่มีสิทธิรับมรดก นางละออยกกรรมสิทธิ์ที่ดินให้โจทก์ครึ่งหนึ่ง จำนวน ๒๕ ไร่โจทก์ครอบครองเป็นเจ้าของโดยสงบเปิดเผย๑๐ ปีเศษแล้ว คำร้องสอดเคลือบคลุมและขาดอายุความ ขอให้ยกคำร้องสอด จำเลยให้การแก้คำร้องสอดว่า นางละออมารดาจำเลยเป็นฝ่ายที่มีสินเดิมมาฝ่ายเดียว ผู้ร้องสอดละทิ้งนางละออไป๑๐ ปีเศษจนนางละออตาย ขาดจากเป็นสามีภรรยาแล้วผู้ร้องสอดไม่มีสิทธิรับมรดกของนางละออ นางละออยกกรรมสิทธิ์ที่พิพาทให้จำเลยครอบครองเป็นเจ้าของแต่ผู้เดียว เป็นเวลาเกิน๒๐ ปีแล้ว นอกจากนี้ผู้ร้องสอดยังได้ทำหนังสือสละมรดกส่วนของผู้ร้องสอดไว้ด้วย คำร้องสอดเคลือบคลุม ผู้ร้องสอดฟ้องคดีเมื่อพ้นหนึ่งปี ขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์และผู้ร้องสอด ผู้ร้องสอดอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า ที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องสอด ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้อง จำเลยฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า ผู้ร้องสอดกับนางละออเป็นสามีภรรยากันมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๖๙ ก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๕ โดยมิได้จดทะเบียนสมรส ระหว่างคนทั้งสองอยู่กินกันมาหลายปีจึงเกิดบุตรด้วยกันคนหนึ่งคือจำเลยนี้ และต่อมาได้แบ่งซื้อที่ดินนาจากเจ้าของเดิมแปลงหนึ่งเนื้อที่ ๑๐๐ ไร่อยู่ตำบลคลอง ๖ อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานีแยกโฉนดใหม่คือโฉนดเลขที่ ๑๘๓๔ ในนามของผู้ร้องสอดเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม ๒๔๙๐ และวันเดียวกันนี้เองผู้ร้องสอดได้จดทะเบียนให้นางละออเข้าร่วมถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดดังกล่าวด้วยระหว่างที่ผู้ร้องสอดกับนางละอออยู่กินเป็นสามีภรรยากันนี้เอง ต่อมาราว พ.ศ. ๒๔๙๖ ผู้ร้องสอดได้นางลิ้มเป็นภรรยาใหม่อีกคนหนึ่งแยกบ้านกันอยู่ต่างหากคนละหลังนางละออตายไปเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๔ หลังจากนั้นต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๑๖ผู้ร้องสอดได้แบ่งขายที่ดินโฉนดดังกล่าว ๕๐ ไร่ ให้กับนางทองใบมากปรี คงเหลือที่ดินอยู่อีก ๕๐ ไร่ ซึ่งกรณีพิพาทกันในคดีนี้และวินิจฉัยว่าผู้ร้องสอดกับนางละออสมรสกันก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๕ โดยมิได้จดทะเบียนสมรสเมื่อผู้ร้องสอดไปได้ภรรยาใหม่ ได้เลิกร้างหย่าขาดจากนางละออไปอยู่กินกับภรรยาใหม่แต่นั้นมา ทรัพย์สินได้มีการแบ่งกันไปแล้วการสมรสระหว่างผู้ร้องสอดกับนางละออเป็นการสมรสที่สมบูรณ์มาแต่เดิม ก่อนที่จะมีประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๕ ออกใช้บังคับ แม้จะไม่ได้มีการทำหนังสือหย่ากันไว้ ก็ชอบที่จะถือได้ว่าเป็นการหย่าโดยชอบด้วยกฎหมายนั้น ข้อนี้ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า หากกรณีมีข้อกล่าวอ้างถึงความสมบูรณ์ในเรื่องการสมรสหรือการหย่าขึ้นหลังจากได้มีประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ ๕ ใช้บังคับแล้วการสมรสหรือการหย่าจะมีผลสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อได้ปฏิบัติการให้เป็นไปตามบทกฎหมายขณะที่ใช้อยู่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้ร้องสอดกับนางละออมิได้จดทะเบียนหย่าให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๙๙ ข้ออ้างการหย่าที่จำเลยยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้จึงไม่มีผลตามกฎหมาย แม้จะได้ความว่าคู่สมรสจะได้เลิกร้างแยกกันอยู่ดังจำเลยอ้าง ก็หาทำให้การเป็นสามีภรรยาของคู่สมรสขาดจากกันไม่ ส่วนปัญหาที่ว่า ที่พิพาทเป็นมรดกของนางละออผู้ตายหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้แล้วว่า ที่ดินโฉนดพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างผู้ร้องสอดกับนางละออที่ยังไม่ได้มีการแบ่งกันมาก่อนต่อมานางละออถึงแก่ความตาย ความเป็นสามีภรรยาระหว่างคนทั้งสองย่อมขาดจากกันนับแต่วันที่นางละออตาย สินสมรสจึงต้องแยกกัน การแบ่งสินสมรสสำหรับกรณีของคนทั้งสองนั้นศาลฎีกาเห็นว่า แม้จะเป็นกรณีพิพาทกันขึ้นหลังจากมีพระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ ๕ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ใช้บังคับแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่มีผลกระทบกระเทือนถึงการสมรสและความสัมพันธ์ในครอบครัวอันเกิดแก่การสมรสนั้น ๆ ซึ่งได้มีอยู่ก่อนวันใช้ประมวลกฎหมายบรรพนี้ ดังที่บัญญัติไว้ตามมาตรา ๔(๑) ของพระราชบัญญัติดังกล่าว การแบ่งสินสมรสของคนทั้งสองจึงต้องเป็นไปตามกฎหมายลักษณะผัวเมีย ผู้ร้องสอดนำสืบว่า ก่อนผู้ร้องสอดแต่งงานกับนางละออ ผู้ร้องสอดเป็นฝ่ายที่มีสินเดิมมาฝ่ายเดียว ส่วนนางละออไม่มีสินเดิมมาเลย ตามข้อนำสืบของผู้ร้องสอดดังกล่าว นอกจากตัวของผู้ร้องสอดแล้วมีนางสดศรี อาจประเสริฐ เป็นพยานเบิกความต้องกันว่า ผู้ร้องสอดมีอาชีพค้าขาย ก่อนได้นางละออเป็นภรรยาผู้ร้องสอดมีเรือบรรทุกข้าว เรือชะล่า เรือมาดและเรือรับจ้างอย่างละ ๑ ลำ ฉางข้าว๑ หลัง ทองคำ ๓ - ๔ บาท กับเงินสดอีก ๓๐,๐๐๐ บาท เป็นสินเดิมส่วนนางละออระหว่างนั้นเพียงมีอาชีพหาบเร่ขายขนมอายุประมาณ๒๕ ปี อาศัยอยู่กับนางเสียงอยู่แถวหลักสี่ ไม่มีทรัพย์สินติดตัวมาเลยนางสดศรีพยานผู้ร้องสอดแม้จะเป็นน้องสาวของผู้ร้องสอด ก็มีศักดิ์เป็นน้าของจำเลย นับได้ว่าเป็นญาติที่ใกล้ชิดของทั้งสองฝ่าย น่าเชื่อว่าพยานได้รู้และทราบถึงความสัมพันธ์การเป็นสามีภรรยาของคนทั้งสองเป็นอย่างดีไม่มีเหตุสงสัยกับการเบิกความของพยานเป็นอย่างอื่นฝ่ายจำเลยหาได้นำสืบในเรื่องนี้แต่ประการใดไม่ พยานผู้ร้องสอดมีน้ำหนักและนำสืบได้สมข้อกล่าวอ้างพยานจำเลยไม่อาจหักล้างได้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้ร้องสอดเป็นฝ่ายที่มีสินเดิมมาฝ่ายเดียว นางละออภรรยาไม่มีสินเดิม ที่ดินตามโฉนดพิพาทซึ่งเป็นสินสมรสจึงตกได้แก่ผู้ร้องสอดผู้เป็นสามีแต่ฝ่ายเดียว จึงไม่เหลือให้ตกเป็นมรดกของนางละออผู้ตายไว้เลย และด้วยเหตุนี้เองคดีของผู้ร้องสอดจึงไม่อยู่ในข่ายการนับอายุความมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๗๕๔ คดีของผู้ร้องสอดยังไม่ขาดอายุความ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2330/2524 นางบุญช่วย นิสากรเสน โจทก์ นายสวัสดิ์ วงษ์ลักษณ์ ผู้ร้องสอด นางทองอยู่ แสงชูโต จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางบุญช่วย นิสากรเสน · ผู้ร้องสอด - นายสวัสดิ์ วงษ์ลักษณ์ · จำเลย - นางทองอยู่ แสงชูโต
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สนิท อังศุสิงห์ · สำเนียง ด้วงมหาสอน · ศักดิ์ สนองชาติ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดธัญบุรี - นายวินัย ภักดี · ศาลอุทธรณ์ - นายไพบูลย์ นิมิตกุล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 988/2485ฎีกา 1785/2505ฎีกา 609/2526ฎีกา 2395/2538ฎีกา 1200/2523ฎีกา 406/2510ฎีกา 621/2519ฎีกา 943/2513ฎีกา 1723/2534ฎีกา 1368/2510ฎีกา 2240/2538ฎีกา 224/2524ฎีกา 1251/2500ฎีกา 1236/2479ฎีกา 1083/2540ฎีกา 602/2488ฎีกา 94/2493ฎีกา 8371/2557ฎีกา 994/2485ฎีกา 1937/2526ฎีกา 1627/2505ฎีกา 8119/2540ฎีกา 8460/2558ฎีกา 58/2531
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา