คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3429/2524
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อศาลพิพากษาถึงที่สุดให้รื้อถอนโรงเรือนออกไปจากเขตชลประทานแล้ว จำเลยย่อมถูกผูกพันตามคำพิพากษาและไม่มีสิทธิโต้แย้งอีกต่อไป โจทก์จึงมีสิทธิขอให้ศาลบังคับตามคำพิพากษาได้
ย่อคำพิพากษา
ศาลพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยรื้อถอนโรงเรือนออกไปจากเขตชลประทาน คำพิพากษาดังกล่าวเป็นยุติว่าที่พิพาทเป็นทางน้ำชลประทาน จำเลยถูกผูกพันมิให้โต้แย้งว่าที่พิพาทเป็นของผู้อื่น จำเลยไม่สามารถแสดงข้อแก้ตัวที่จะไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงมีสิทธิขอให้ศาลมีคำสั่งจับกุมและกักขังจำเลย
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยปลูกสร้างอาคารร้านค้ารุกล้ำเขตคลองข้างคันกั้นน้ำทะเลริมถนนสุขุมวิท โดยมิได้รับอนุญาต ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พ.ศ. 2485 มาตรา 23, 37 ฯลฯ และให้จำเลยรื้อถอนอาคารร้านค้าออกไป จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาปรับจำเลยกับให้รื้อถอนโรงเรือนออกไปภายในหนึ่งเดือน จำเลยไม่รื้อถอนโรงเรือนออกไป โจทก์ขอให้ศาลมีคำสั่งจับกุมและกักขังจำเลยเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษา
ศาลออกหมายเรียกให้จำเลยมาศาล จำเลยยื่นคำร้องว่ายังหาที่อยู่ไม่ได้ ขอเวลาอยู่ต่ออีก 6 เดือน ต่อมา จำเลยยื่นคำร้องอ้างว่า ที่ดินพิพาทเป็นของนายปุ๋ย จำเลยเช่าที่พิพาทจากนายปุ๋ย ขณะนี้นายปุ๋ยกับกรมชลประทานมีข้อโต้แย้งกันอยู่เกี่ยวกับที่พิพาท ยังไม่ยุติว่าเป็นของฝ่ายใด ฐานะในการบังคับคดีของโจทก์ไม่แน่นอนรูปคดีจึงไม่มีประโยชน์ต่อโจทก์ที่จะบังคับคดีในขณะนี้ ขอให้ยกคำร้อง
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยปลูกสร้างอาคารร้านค้ารุกล้ำเขตคลองข้างคันกั้นน้ำทะเลริมถนนสุขุมวิท โดยมิได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากนายช่างชลประทาน ขอให้ลงโทษจำเลย และให้จำเลยรื้อถอนอาคารร้านค้าออกไป จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาปรับจำเลยและให้จำเลยรื้อถอนโรงเรือนออกไป คดีถึงที่สุด คำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าวย่อมเป็นยุติว่าที่พิพาทเป็นทางน้ำชลประทานที่จำเลยฎีกาว่าที่พิพาทเป็นของนายปุ๋ยและจำเลยเช่าที่พิพาทจากนายปุ๋ย จึงฟังไม่ขึ้นส่วนข้อที่จำเลยฎีกาว่า ตามคำร้องของจำเลยเป็นเรื่องที่จำเลยแสดงข้อแก้ตัวอันดีได้เพราะที่พิพาทเป็นของนายปุ๋ย โจทก์หรือกรมชลประทานไม่มีสิทธิบังคับให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง รูปคดีไม่มีประโยชน์ต่อโจทก์ โจทก์จึงไม่อาจร้องขอให้บังคับคดีแก่จำเลย ต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 298 วรรคสี่ นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยถูกผูกพันมิให้โต้แย้งว่าที่พิพาทเป็นของนายปุ๋ย ทั้งจำเลยกล่าวในฎีการับว่า ขณะนี้กรมชลประทานกับทายาทของนายปุ๋ยมีกรณีโต้แย้งสิทธิในที่พิพาท และฟ้องร้องกันอยู่ คดีอยู่ในระหว่างพิจารณา แสดงว่าข้ออ้างยังฟังไม่ได้ว่านายปุ๋ยมีสิทธิในที่พิพาท ถือไม่ได้ว่าจำเลยสามารถแสดงข้อแก้ตัวอันดีได้ โจทก์จึงมีสิทธิขอให้ศาลมีคำสั่งจับกุมและกักขังจำเลยซึ่งจงใจไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3429/2524
อัยการสมุทรปราการ โจทก์
นายสมศักดิ์ พึ่งยนต์ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - อัยการสมุทรปราการ · จำเลย - นายสมศักดิ์ พึ่งยนต์ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | อาจ ปัญญาดิลก · ทวี กสิยพงศ์ · ไพศาล สว่างเนตร |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา