คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 489/2524
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้เช่าซื้อรถยนต์ที่เอาประกันภัยไว้มีสิทธิทำสัญญาประกันภัยและเป็นผู้รับประโยชน์จากสัญญาประกันภัยได้ แม้จะยังชำระค่าเช่าซื้อไม่หมด และเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์ซึ่งระบุเป็นผู้รับประโยชน์ยังมิได้แสดงเจตนาถือเอาประโยชน์จากสัญญา.
ย่อคำพิพากษา
โจทก์ในฐานะผู้เช่าซื้อรถยนต์ที่เอาประกันภัยไว้กับจำเลยแม้จะชำระค่าเช่าซื้อยังไม่หมด มิใช่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์แต่ก็เป็นผู้มีส่วนได้เสียในรถยนต์ที่เช่าซื้อมาจึงมีสิทธิทำสัญญาประกันภัยกับจำเลยได้
แม้โจทก์จำเลยจะได้ตกลงระบุให้บริษัทผู้เป็นเจ้าของรถยนต์ที่เช่าซื้อเป็นผู้รับประโยชน์จากสัญญาประกันภัยอันเป็นสัญญาตกลงว่าจะชำระหนี้แก่บุคคลภายนอก แต่บริษัทดังกล่าวยังมิได้แสดงเจตนาที่จะถือเอาประโยชน์จากสัญญาประกันภัย สิทธิจึงยังไม่เกิด โจทก์ย่อมเปลี่ยนแปลงข้อตกลงโดยเข้าเป็นผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันภัยเสียเองได้ เมื่อโจทก์ได้แจ้งให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์แล้ว จำเลยไม่ชำระ โจทก์ก็มีอำนาจฟ้อง
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เช่าซื้อรถยนต์จากบริษัท พ. และได้ทำสัญญาเอาประกันภัยไว้กับจำเลย ต่อมามีคนร้ายลักรถโจทก์ไป โจทก์ทวงถามให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้ว จำเลยปฏิเสธจึงขอให้บังคับจำเลย
จำเลยให้การว่า ตามสัญญาประกันภัยมีข้อตกลงว่า เมื่อรถที่เอาประกันภัยไว้เสียหายหรือสูญหาย จะใช้ค่าเสียหายให้กับเจ้าของที่ระบุชื่อไว้ คือบริษัท พ. โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ในฐานะผู้เช่าซื้อรถยนต์ที่เอาประกันภัยไว้กับจำเลย แม้จะชำระค่าเช่าซื้อยังไม่หมด มิใช่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์แต่ในระหว่างสัญญาเช่าซื้อ โจทก์มีสิทธิยึดถือ ใช้ประโยชน์ ตลอดจนต้องรับผิดในความเสียหายหรือสูญหายอันเกิดแก่รถยนต์ที่เช่าซื้อ เมื่อชำระค่าเช่าซื้อเสร็จสิ้นย่อมได้กรรมสิทธิ์ และในกรณีที่มีการเลิกสัญญาเช่าซื้อโจทก์ก็มีหน้าที่ต้องส่งมอบรถยนต์คืนในสภาพเดิม โจทก์จึงอยู่ในฐานะเป็นผู้มีส่วนได้เสียในรถยนต์ที่เช่าซื้อมา มีสิทธิทำสัญญาประกันภัยกับจำเลยได้ และหากโจทก์จำเลยได้ตกลงระบุให้บริษัท พ. เป็นผู้รับประโยชน์จากสัญญาประกันภัยซึ่งเป็นสัญญาตกลงว่าจะชำระหนี้แก่บุคคลภายนอก แต่บริษัท พ. ยังมิได้แสดงเจตนาที่จะถือเอาประโยชน์จากสัญญาประกันภัยสิทธิจึงยังไม่เกิดขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๔โจทก์ย่อมเปลี่ยนแปลงข้อตกลงโดยเข้าเป็นผู้รับประโยชน์เสียเองได้ และเมื่อโจทก์ได้มีหนังสือแจ้งให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนนั้นแล้วจำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง แต่ประเด็นในคดีนี้จะวินิจฉัยได้ก็โดยอาศัยพยานหลักฐานของโจทก์จำเลย ที่ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยาน และศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ยืนตามกันมา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย
พิพากษายกคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานโจทก์จำเลยและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 489/2524
นางไน้ รอดทอง โจทก์
บริษัทประกันสรรพภัยแห่งประเทศไทย จำกัด จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นางไน้ รอดทอง · จำเลย - บริษัทประกันสรรพภัยแห่งประเทศไทย จำกัด |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ไพศาล สว่างเนตร · จังหวัด แสงแข · อาจ ปัญญาดิลก |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายบรรทม จาตกานนท์ · ศาลอุทธรณ์ - นายดุสิต วราโห |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา