⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 705/2524

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 705/2524

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อคู่สัญญากำหนดให้การซื้อขายที่ดินต้องทำเป็นหนังสือและมีเงื่อนไขตามที่ตกลงกัน สัญญาเบื้องต้นที่ยังไม่ครบถ้วนตามเงื่อนไขดังกล่าวจึงยังไม่ถือเป็นสัญญาจะซื้อจะขายที่มีผลผูกพัน และหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ประสงค์จะทำสัญญาต่อไป ฝ่ายนั้นไม่มีสิทธิยึดเงินมัดจำ.

ย่อคำพิพากษา

แม้การทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินกฎหมายกำหนดให้ทำได้หลายวิธีด้วยกัน แต่เมื่อคู่สัญญากำหนดจะทำกันโดยวิธีทำเป็นหนังสือ ก็ต้องเป็นไปตามเจตนาของคู่สัญญา ตามเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งเป็นสัญญาฉบับแรกระบุไว้ว่า สัญญาดังกล่าวยังไม่ถือเป็นข้อยุติในการซื้อขายจนกว่าจะได้ทำสัญญามีเงื่อนไขตรงกับความประสงค์ของทั้งสองฝ่ายดังนั้น เอกสารหมาย จ.1 จึงนับว่ายังมิได้มีสัญญาผูกพันเป็นสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินรายพิพาทต่อกัน การที่จำเลยนำที่ดินพิพาทส่วนใหญ่ไปขายให้แก่ผู้อื่นหลังจากนั้น แสดงว่าจำเลยไม่ประสงค์จะทำสัญญาจะซื้อขาย กับโจทก์ต่อไปตามที่เคยตกลงไว้ จำเลยจึงไม่มีสิทธิอย่างใดที่จะยึดเงินมัดจำของโจทก์.ที่มอบให้จำเลยไว้ โจทก์มีสิทธิเรียกเงินจำนวนนี้คืนจากจำเลย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.366 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.369 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.378 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1336

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาจะขายที่ดินให้โจทก์เป็นเงินหนึ่งล้านบาทเศษ โจทก์ชำระเงินให้จำเลยรับไว้ 180,000 บาท ต่อมาได้เลื่อนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์กันหลายครั้ง และต่อมาจำเลยขายที่ดินพิพาทให้คนอื่น จึงขอให้จำเลยคืนเงิน 180,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยให้การว่า โจทก์จำเลยได้ตกลงซื้อขายที่ดินกันจริง แต่จำเลยรับมัดจำเพียง 100,000 บาท โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยจึงมีสิทธิริบมัดจำ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยใช้เงิน 185,250 บาท จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ทางพิจารณาข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยตกลงจะขายที่ดินให้โจทก์ ทำสัญญากันตามเอกสารหมาย จ.1 โจทก์วางมัดจำ100,000 บาทในวันทำสัญญาจะไปทำสัญญาซื้อขายกันภายหลัง โจทก์จำเลยตกลงเลื่อนกำหนดทำสัญญาซื้อขายที่ดินหลายครั้งเพราะไม่ตกลงกันในข้อความในสัญญา ต่อมาจำเลยขายที่ดินให้คนอื่น พิเคราะห์แล้ว เห็นว่าแม้การทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกฎหมายกำหนดให้ทำได้หลายวิธีด้วยกัน แต่เมื่อคู่สัญญากำหนดจะทำกันโดยวิธีทำเป็นหนังสือให้มีข้อตกลงทุกข้อตามความประสงค์ของคู่สัญญา ก็ต้องเป็นไปตามเจตนาของคู่สัญญา จะนำวิธีอื่นมาวินิจฉัยว่าเป็นข้อตกลงจะซื้อจะขายกันแล้วโดยบริบูรณ์ได้ไม่ เอกสารหมาย จ.1 ซึ่งเป็นสัญญาฉบับแรกที่โจทก์จำเลยทำต่อกันระบุไว้ความว่า สัญญาดังกล่าวยังไม่ถือเป็นข้อยุติในการซื้อขาย จนกว่าจะได้ทำสัญญาที่มีเงื่อนไขตามเจตนาที่ตรงกับความประสงค์ของทั้งสองฝ่ายให้ถูกต้องและใช้เป็นผลบังคับตามกฎหมายได้สมบูรณ์ ซึ่งจะได้ทำขึ้นภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2518ต่อมาโจทก์จำเลยเลื่อนกำหนดทำสัญญาที่ตกลงจะทำภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2518 หลายครั้ง ตามเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 ทั้งเมื่อโจทก์แจ้งให้จำเลยร่างสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่จะทำต่อกัน จำเลยก็ร่างและส่งไปให้โจทก์โดยระบุไว้ชัดเจนว่าเป็นร่างสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินตามเอกสารหมาย จ.6 ดังนั้น ข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.1จึงนับว่ายังมิได้มีสัญญาผูกพันเป็นสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินรายพิพาทต่อกัน การที่จำเลยนำที่ดินพิพาทส่วนใหญ่ไปขายให้แก่ผู้อื่นหลังจากนั้นแสดงว่าจำเลยไม่ประสงค์จะทำสัญญาจะซื้อขายกับโจทก์ต่อไปตามที่เคยตกลงไว้ จำเลยจึงไม่มีสิทธิอย่างใดที่จะยึดเงินมัดจำของโจทก์ที่มอบให้จำเลยไว้ โจทก์มีสิทธิเรียกเงินจำนวนนี้คืนจากจำเลย พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 705/2524 นางสุวภี วัฒนไกร โจทก์ นางลมูล หาสตะนันทน์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางสุวภี วัฒนไกร · จำเลย - นางลมูล หาสตะนันทน์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อาจ ปัญญาดิลก · กุศล บุญยืน · บรรเทอง ภู่กฤษณา
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2467/2526ฎีกา 2036/2542ฎีกา 770/2486ฎีกา 5281/2540ฎีกา 621/2519ฎีกา 4015/2528ฎีกา 7662/2546ฎีกา 5640/2540ฎีกา 8875/2542ฎีกา 2983/2549ฎีกา 1052/2509ฎีกา 967/2491ฎีกา 1627/2505ฎีกา 4258/2541ฎีกา 3537/2524ฎีกา 8364/2544ฎีกา 2207/2524ฎีกา 747/2484ฎีกา 4564/2543ฎีกา 8543/2544ฎีกา 4832/2536ฎีกา 2682/2519ฎีกา 4176/2530ฎีกา 279/2513
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา