⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2896/2525

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2896/2525

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่สามีภริยาฝ่ายหนึ่งยกสินสมรสให้แก่บุคคลภายนอกโดยปราศจากความยินยอมของอีกฝ่ายหนึ่ง และการให้นั้นไม่เป็นการให้ตามสมควรในทางศีลธรรมอันดี ถือว่าการให้นั้นไม่สมบูรณ์

ย่อคำพิพากษา

โจทก์กับ ช. สมรสกัน 60 ปี มาแล้วมีบุตรคนเดียว ต่อมาโจทก์ไปบวชชีโดยไม่ได้หย่ากัน ช. เป็นข้าราชการบำนาญ ออกจากบ้านเดิมไปพักอาศัยอยู่กับจำเลยและมารดา แล้วยกที่พิพาท 4 แปลงอันเป็นสินสมรสให้จำเลยซึ่งไม่ได้เป็นญาติกับโจทก์หรือ ช. โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์และ ช. มีทรัพย์สินมีค่าอย่างอื่นอีก ดังนั้น ถือไม่ได้ว่าเป็นการให้ตามสมควรในทางศีลธรรมอันดีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 เมื่อปราศจากความยินยอมของโจทก์การให้จึงไม่สมบูรณ์ โจทก์ขอเพิกถอนได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1480

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้เพิกถอนนิติกรรมยกให้ซึ่งที่ดินตามหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินและหนังสือรับรองการทำประโยชน์ระหว่างหลวงชัยนาวากับจำเลยให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาททั้ง 4 แปลง จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์กับหลวงชัยนาวาเป็นสามีภริยากันตามกฎหมาย ที่ดินพิพาททั้ง 4 แปลงเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และหลวงชัยนาวา แต่มีชื่อหลวงชัยนาวาถือสิทธิในที่ดินตามหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินแบบ 3 และหนังสือรับรองการทำประโยชน์แต่ฝ่ายเดียวตามเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.4 หลวงชัยนาวาได้แจ้งว่าหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินพิพาทสูญหายแล้วได้ยื่นเรื่องราวขอใบแทนและขอทำนิติกรรมยกให้จำเลยเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2521 พร้อมกับทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยเป็นตัวแทนขอจดทะเบียนการยกที่พิพาทให้ตนเองแทน พนักงานเจ้าหน้าที่ได้จดทะเบียนยกที่พิพาทให้จำเลยตามคำขอและใบมอบอำนาจของหลวงชัยนาวาเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2521 โจทก์มิได้ให้คำยินยอมในการนั้นด้วย หลวงชัยนาวาถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2521 คดีมีปัญหาโต้เถียงกันในชั้นนี้ตามที่จำเลยฎีกาเพียงประเด็นเดียวว่าการที่หลวงชัยนาวาทำนิติกรรมยกที่พิพาททั้ง 4 แปลงให้จำเลยโดยเสน่หาเป็นไปตามสมควรในทางศีลธรรมอันดีหรือไม่ โจทก์นำสืบว่า โจทก์กับหลวงชัยนาวาสมรสกัน 60 ปีมาแล้ว มีบุตรคนเดียว เมื่อ พ.ศ. 2500 โจทก์ไปบวชชีอยู่วัดอโศการาม จังหวัดสมุทรปราการโดยไม่ได้หย่ากัน หลวงชัยนาวาอยู่บ้านเดิมที่ตรอกจันทร์ที่ดินพิพาท นายผล นายปิ่นโอนให้หลวงชัยนาวาเป็นการชำระหนี้แทนเงินที่กู้ยืมโจทก์ไป หนังสือสำคัญแบบ 3 และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ สำหรับที่พิพาทอยู่กับโจทก์ไม่ได้สูญหาย หลวงชัยนาวาเป็นข้าราชการบำนาญ หลวงชัยนาวาเจ็บป่วยก็ไปพักรักษาตัวในโรงพยาบาล นางศรีอุทัย ปวนะฤทธิ์ บุตรเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น และเป็นผู้จัดการศพหลวงชัยนาวา โจทก์ไม่รู้จักจำเลยและมารดาจำเลยโจทก์ทราบในภายหลังที่ให้บุตรไปขอตรวจหลักฐานที่อำเภอปากช่องว่าหลวงชัยนาวายกที่ดินพิพาทให้จำเลย จำเลยนำสืบว่าหลวงชัยนาวากับนางมาลี พลอยศุภผล มารดาจำเลยรู้จักคุ้นเคยกันมาก่อน โจทก์บวชชีแล้วหลวงชัยนาวาได้มาพักอาศัยอยู่บ้านมารดาจำเลยเป็นเวลาประมาณ 10 ปีจนกระทั่งถึงแก่กรรม หลวงชัยนาวายกที่ดินพิพาทให้จำเลยเป็นการตอบแทนที่จำเลยกับมารดาได้อุปการะปรนนิบัติหลวงชัยนาวามาตลอด พิเคราะห์แล้ว ได้ความว่าหลวงชัยนาวาเป็นข้าราชการบำนาญได้รับบำนาญเดือนละ 2,123 บาท จำเลยและนางมาลีมารดาจำเลยเบิกความว่าก่อนหลวงชัยนาวาถึงแก่กรรมได้เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลประมาณ 10 ครั้งเป็นคนไข้พิเศษ จำเลยและมารดาไม่ได้ออกค่าใช้จ่าย แสดงว่าหลวงชัยนาวามีฐานะการเงินดีไม่จำต้องได้รับความอุปการะจากจำเลย การที่หลวงชัยนาวาออกจากบ้านเดิมไปพักอาศัยอยู่กับจำเลยและมารดานั้น ตามฎีกาของจำเลยก็ยอมรับข้อเท็จจริงว่าเพราะหลวงชัยนาวาไปมีความสัมพันธ์กับมารดาจำเลยทางชู้สาว ซึ่งนางมาลีมารดาของจำเลยก็เบิกความว่าหลวงชัยนาวาตั้งใจยกที่พิพาทให้นางมาลี แต่บิดานางมาลีเป็นบุคคลต่างด้าว จึงให้จำเลยรับโอนแทน และได้ความจากนายสนิท วงศ์ถ้วยทอง พยานจำเลยว่า หลวงชัยนาวาโอนที่ดินพิพาทให้จำเลยเพราะมารดาจำเลยเป็นภริยาหลวงชัยนาวา หาใช่เป็นการตอบแทนบุญคุณที่จำเลยอุปการะเลี้ยงดูหลวงชัยนาวายามชราและเจ็บป่วยดังที่จำเลยอ้างไม่ ปรากฏจากคำเบิกความของนางศรีอุทัย ปานะฤทธิ์พยานโจทก์ว่า ที่ดินสินสมรสแปลงอื่น ๆ โจทก์กับหลวงชัยนาวาได้โอนขายไปก่อนแล้ว เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2513 ถึง 2514 นำเงินไปสร้างโบสถ์หมด ไม่ปรากฏว่าโจทก์และหลวงชัยนาวามีทรัพย์สินมีค่าอย่างอื่นอีก ขณะที่หลวงชัยนาวาเอาที่ดินพิพาทยกให้จำเลย จำเลยไม่ได้เป็นญาติกับโจทก์หรือหลวงชัยนาวา ดังนี้เห็นว่าการที่หลวงชัยนาวาเอาที่พิพาทอันเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และหลวงชัยนาวาไปทำนิติกรรมยกให้จำเลยทั้งหมดถือไม่ได้ว่าเป็นการให้ตามสมควรในทางศีลธรรมอันดีดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 ที่ได้ตรวจชำระใหม่เมื่อปราศจากความยินยอมของโจทก์ นิติกรรมการให้จึงไม่สมบูรณ์ โจทก์ย่อมขอให้ศาลเพิกถอนเสียได้" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2896/2525 นางสว่าง ชัยนาวา โจทก์ นายประยงค์ พลอยศุภผล จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางสว่าง ชัยนาวา · จำเลย - นายประยงค์ พลอยศุภผล
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อุดม บรรลือสินธุ์ · ประสม ศรีเจริญ · กิติ บูรพรรณ์
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 874/2532ฎีกา 771/2508ฎีกา 7674/2550ฎีกา 3544/2542ฎีกา 6868/2541ฎีกา 7419/2543ฎีกา 5393/2542ฎีกา 3487/2542ฎีกา 2953/2538ฎีกา 1171/2543ฎีกา 4433/2536ฎีกา 7556/2537ฎีกา 4046/2535ฎีกา 5191/2540ฎีกา 1039/2492ฎีกา 2027/2560ฎีกา 3775/2546ฎีกา 5345/2536ฎีกา 9607/2544ฎีกา 1376/2506ฎีกา 2910/2531ฎีกา 386-387/2505ฎีกา 139/2569ฎีกา 3788/2552
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา