⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1152/2526

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1152/2526

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
- หากจำเลยให้การขัดแย้งกันเอง หรือคำให้การไม่ชัดแจ้ง ศาลอาจไม่วินิจฉัยในประเด็นนั้นๆ

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 3 รับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์ของจำเลยที่ 2 ตามสำเนาภาพถ่ายกรมธรรม์ประกันภัยท้ายฟ้อง จำเลยที่ 3 ให้การว่า สำเนาภาพถ่ายเอกสารดังกล่าวไม่มีการรับรองจากจำเลยที่ 3 จึงขอปฏิเสธว่าจำเลยที่ 3 ไม่ได้รับประกันภัยรถยนต์คันเกิดเหตุไว้จากจำเลยที่ 2 และไม่มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ ต่อกัน ถ้าฟังว่าจำเลยที่ 3 ได้รับประกันภัยรถยนต์คันเกิดเหตุไว้จากจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 ก็ไม่ต้องรับผิด เพราะจำเลยที่ 2 ไม่ได้ปฏิบัติไปตามเงื่อนไขแห่งสัญญากรมธรรม์ประกันภัย กล่าวคือลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ขับขี่รถยนต์โดยไม่ได้รับอนุญาตให้ขับรถยนต์ได้ตามกฎหมายจึงไม่ได้รับความคุ้มครองความเสียหาย ดังนี้ คำให้การของจำเลยที่ 3 จึงขัดกันเองและเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง คดีไม่มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 3 ได้รับประกันภัยรถยนต์คันเกิดเหตุไว้จากจำเลยที่ 2 หรือไม่ และกรณีเช่นนี้ก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 ได้คัดค้านความถูกต้องแท้จริงของสำเนาเอกสารดังกล่าวไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 125 แล้ว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.125 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.177 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.867

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน ก.ท.๔ ม-๗๘๘๕ เพื่อรับพนักงานของจำเลยที่ ๒ ไปส่งโรงงานของจำเลยที่ ๒ อันเป็นการกระทำในทางการที่จ้าง ด้วยความประมาทเลินเล่อถอยหลังชนรถยนต์ของโจทก์เสียหายทั้งสิ้นเป็นเงิน ๘๘,๗๓๗ บาท ขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และจำเลยที่ ๓ ผู้รับประกันภัยรถยนต์ของจำเลยที่ ๒ ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวให้แก่โจทก์จำนวนดังกล่าวพร้อมด้วยดอกเบี้ย จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ไม่ได้เป็นลูกจ้างตำแหน่งหน้าที่ขับรถของจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๑ ไม่ได้ขับรถในทางการที่จ้างของจำเลยที่ ๒ และไม่ได้ขับด้วยความประมาทเลินเล่อ ความประมาทเกิดจากทางฝ่ายโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ไม่เสียหายดังฟ้อง และจำเลยที่ ๓ ไม่ได้รับประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าวไว้จากจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๓ เคยรับประกันภัยไว้แต่สัญญากรมธรรม์ประกันภัยหมดอายุแล้วลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ ขับรถยนต์ไปโดยไม่ได้รับอนุญาตให้ขับได้ตามกฎหมาย เป็นการไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งสัญญากรมธรรม์ประกันภัย จึงไม่ได้รับความคุ้มครองความเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์รวมทั้งสิ้น ๘๕,๗๓๗ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน ๗๔,๒๖๓ บาท จำเลยทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์เก๋งยี่ห้อซีตรองคันหมายเลขทะเบียน ก.ท.๗-๙๗๗๘ เหตุที่เกิดขึ้นเป็นความประมาทของจำเลยที่ ๑ ลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ ในทางการที่จ้าง และวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ ๓ รับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์คันเกิดเหตุของจำเลยที่ ๒ ตามสำเนาภาพถ่ายกรมธรรม์ประกันภัยท้ายฟ้อง จำเลยที่ ๓ ให้การว่าสำเนาภาพถ่ายเอกสารดังกล่าวไม่มีการรับรองจากจำเลยที่ ๓ จึงขอปฏิเสธว่าจำเลยที่ ๓ ไม่ได้รับประกันภัยรถยนต์คันเกิดเหตุไว้จากจำเลยที่ ๒ และไม่มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ ต่อกัน ถ้าฟังว่าจำเลยที่ ๓ ได้รับประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าวไว้จากจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๓ ก็ไม่ต้องรับผิดทั้งนี้เพราะจำเลยที่ ๒ ไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งสัญญากรมธรรม์ประกันภัย กล่าวคือลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ ขับขี่รถยนต์โดยไม่ได้รับอนุญาตให้ขับรถยนต์ได้ตามกฎหมาย จึงไม่ได้รับความคุ้มครองความเสียหาย ดังนี้คำให้การของจำเลยที่ ๓ จึงขัดกันเองและเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๗ วรรคสอง คดีไม่มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่าจำเลยที่ ๓ ได้รับประกันภัยรถยนต์คันเกิดเหตุไว้จากจำเลยที่ ๒ หรือไม่ และกรณีเช่นนี้ก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๓ ได้คัดค้านความถูกต้องแท้จริงของสำเนาเอกสารดังกล่าวไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๒๕ และข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ตามที่โจทก์และจำเลยทั้งสามนำสืบพยานไม่ได้โต้เถียงฟังเป็นยุติว่าจำเลยที่ ๓ ได้รับประกันภัยรถยนต์คันเกิดเหตุจากจำเลยที่ ๒ ไว้ตามสำเนาภาพถ่ายกรมธรรม์ประกันภัยท้ายฟ้องจริง ส่วนค่าเสียหายนั้นวินิจฉัยให้จำเลยทั้งสามต้องรับผิดเพียง ๓๑,๔๒๐ บาท พิพากษาแก้ ให้จำเลยรับผิดใช้ค่าเสียหายจำนวน ๓๑,๔๒๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1152/2526 นายวรพจน์ ณ ถลาง โจทก์ นายสมจิตร์ จุ้ยจอน กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายวรพจน์ ณ ถลาง · จำเลย - นายสมจิตร์ จุ้ยจอน กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)กิติ บูรพรรณ์ · ประสม ศรีเจริญ · ธรรมสถิตย์ ธีรกุล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายอุระ หวังอ้อมกลาง · ศาลอุทธรณ์ - นายประกอบ วณิคพันธุ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4359/2540ฎีกา 1452/2511ฎีกา 3206/2537ฎีกา 4838/2548ฎีกา 1415/2540ฎีกา 7903/2568ฎีกา 1360/2544ฎีกา 1765/2492ฎีกา 3474/2538ฎีกา 3601/2526ฎีกา 72/2505ฎีกา 119/2532ฎีกา 4484/2536ฎีกา 6555/2538ฎีกา 1816/2534ฎีกา 3827/2542ฎีกา 234/2491ฎีกา 759/2519ฎีกา 8087/2543ฎีกา 1601/2529ฎีกา 2881/2532ฎีกา 486/2492ฎีกา 1840/2538ฎีกา 8727/2544
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา