⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1918/2526

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1918/2526

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
บันทึกข้อตกลงที่สถานีตำรวจที่จำเลยยอมรับผิดในหนี้ส่วนหนึ่งและจะผ่อนชำระ เป็นเพียงหนังสือรับสภาพหนี้และข้อสัญญาฝ่ายเดียว ไม่ใช่สัญญาประนีประนอมยอมความ หากจำเลยผิดสัญญา โจทก์มีสิทธิฟ้องให้ชำระหนี้ที่ค้างชำระทั้งหมดได้

ย่อคำพิพากษา

จำเลยเป็นหนี้ค่าสินค้าโจทก์ 45,400 บาท ต่อมาได้มีการตกลงกันที่สถานีตำรวจโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจบันทึกไว้ในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีว่าจำเลยยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ 29,609 บาท และจะผ่อนชำระให้แก่โจทก์เดือนละ 1,000 บาท ส่วนอีก 15,791 บาท จำเลยจะตกลงกันเองกับโจทก์ต่อไป บันทึกดังกล่าวไม่ใช่สัญญาประนีประนอมยอมความเพราะจำเลยยอมรับผิดเพียง 29,609บาทส่วนอีก 15,791 บาท จะได้ไปตกลงกันเองข้อพิพาทในเรื่องหนี้สินระหว่างโจทก์จำเลยจึงยังคงมีอยู่หาได้ระงับไปไม่ แต่เป็นเพียงหนังสือรับสภาพหนี้และข้อสัญญาของจำเลยฝ่ายเดียวที่จะผ่อนชำระหนี้สำหรับเงินจำนวน 29,609 บาท ให้แก่โจทก์ เมื่อจำเลยผิดสัญญา โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ที่ค้างชำระทั้งหมดในคราวเดียวกันได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.172 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.850

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองซื้อสินค้าไปจากโจทก์หลายคราว เมื่อหักทอนบัญชีกันแล้ว จำเลยยังคงค้างชำระอยู่ ๔๕,๔๐๐ บาท ต่อมาจำเลยได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้และตกลงจะผ่อนชำระให้แก่โจทก์เป็นรายเดือนแต่แล้วก็ไม่ชำระ จึงขอให้พิพากษาบังคับ จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ ๑ คงค้างชำระเพียง ๒๙,๖๐๙ บาท และได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยจำเลยที่ ๑ จะผ่อนชำระเป็นรายเดือน เดือนละ ๑,๐๐๐ บาท จำเลยชำระไปแล้ว ๒ งวด โจทก์จะฟ้องบังคับให้จำเลยที่ ๑ ชำระให้เสร็จในคราวเดียวไม่ได้ ส่วนจำเลยที่ ๒ ไม่มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับโจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๒๘,๖๐๙ บาทแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ว่าจำเลยมีสิทธิที่จะผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์เดือนละ ๑,๐๐๐ บาทจนกว่าจะครบ ๒๙,๖๐๙ บาท ตามเอกสารหมาย จ.๓ หรือไม่อยู่ที่การวินิจฉัยว่าเอกสารหมาย จ.๓ เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความหรือเป็นหนังสือรับสภาพหนี้เห็นว่าลักษณะของสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นจะต้องเป็นสัญญาซึ่งคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายยอมระงับข้อพิพาทอันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กันบันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.๓ หาได้มีลักษณะดังกล่าวแล้วไม่ ดังจะเห็นได้ว่าข้อความตามบันทึกนั้นจำเลยยอมรับผิดเฉพาะหนี้จำนวนเพียง ๒๙,๖๐๙ บาทเท่านั้นแต่สำหรับหนี้อีก ๒ จำนวนรวมเป็นเงิน๑๕,๗๙๑ บาทนั้น จำเลยหาได้ยอมชำระไม่ปรากฏในบันทึกว่าสำหรับหนี้จำนวน ๑๕,๗๙๑ บาทนั้น จำเลยจะไปทำความตกลงกันเองข้อพิพาทในเรื่องหนี้สินระหว่างโจทก์จำเลยจึงยังคงมีอยู่หาได้ระงับไปเพราะเอกสารหมาย จ.๓ ไม่ ดังนั้นข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.๓ จึงมิใช่สัญญาประนีประนอมยอมความบันทึกดังกล่าวเป็นแต่หนังสือรับสภาพหนี้และข้อสัญญาของจำเลยฝ่ายเดียวที่จะผ่อนชำระหนี้สำหรับเงินจำนวน ๒๙,๖๐๙ บาทให้แก่โจทก์เดือนละ ๑,๐๐๐ บาท โจทก์จึงมีสิทธิที่จะฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ที่ค้างชำระทั้งหมดในคราวเดียวกันได้ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1918/2526 นายโสภณ ศรีพงษ์ธนากุล โจทก์ นางวิลัย หรืออุไร แก่นจันทร์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายโสภณ ศรีพงษ์ธนากุล · จำเลย - นางวิลัย หรืออุไร แก่นจันทร์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชูเชิด รักตะบุตร์ · สมบูรณ์ บุญภินนท์ · ประสาท บุณยรังษี
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดกบินทร์บุรี - นายอาทิตย์ นุ่นทิพย์ · ศาลอุทธรณ์ - นายบุญทรง เค้าไพบูลย์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4790/2533ฎีกา 3191/2547ฎีกา 2335/2551ฎีกา 1000/2505ฎีกา 5283/2540ฎีกา 4800/2534ฎีกา 8182/2540ฎีกา 6232/2534ฎีกา 2460/2517ฎีกา 994/2485ฎีกา 643/2497ฎีกา 727/2567ฎีกา 5811/2533ฎีกา 1733/2492ฎีกา 7051/2540ฎีกา 873/2508ฎีกา 898/2534ฎีกา 8207/2538ฎีกา 308/2509ฎีกา 2824/2538ฎีกา 1280/2502ฎีกา 916/2509ฎีกา 953/2505ฎีกา 2431/2530
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา