⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2391/2526

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2391/2526

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สัญญาประนีประนอมยอมความที่คู่สัญญากระทำด้วยความสมัครใจและไม่ขัดต่อกฎหมายย่อมสมบูรณ์ใช้บังคับได้ และหนี้ที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะให้ใช้อายุความ 10 ปี การสำคัญผิดในลักษณะของสัญญาว่าตนเป็นผู้ค้ำประกันสัญญาเดิมนั้น มิใช่การสำคัญผิดในสาระสำคัญของนิติกรรม สัญญาจึงไม่เป็นโมฆะ

ย่อคำพิพากษา

เดิมจำเลยที่ 1 ค้างชำระค่าเช่าซื้อรถยนต์แก่โจทก์ต่อมาจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการจำเลยที่ 1 กับโจทก์ตกลงทำสัญญากันขึ้นฉบับหนึ่ง ซึ่งคู่สัญญาเรียกว่าสัญญาประนีประนอมยอมความ มีสาระสำคัญว่า จำเลยที่ 2 ยอมชำระหนี้ที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระให้แก่โจทก์โดยมอบเช็คของบริษัท ก. ซึ่งจำเลยที่ 2 สลักหลังรวม 20 ฉบับ ถ้าเช็คฉบับใดธนาคารปฏิเสธการใช้เงิน จำเลยที่ 2 ยอมเสียดอกเบี้ยนับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการใช้เงินจนกว่าจะชำระเสร็จด้วย สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 จึงเป็นสัญญาประเภทหนึ่งซึ่งคู่สัญญากระทำด้วยความสมัครใจ เมื่อไม่ขัดต่อกฎหมายย่อมสมบูรณ์ใช้บังคับได้ และเมื่อหนี้ตามสัญญานี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ ก็ต้องใช้อายุความ 10 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 164 ที่จำเลยที่ 2 แก้ฎีกาว่าทำสัญญาตามเอกสารหมาย จ.4 โดยสำคัญผิดว่าตนเป็นผู้ค้ำประกันสัญญาเช่าซื้อเดิม จึงเป็นโมฆะนั้น การสำคัญผิดเช่นนี้มิใช่สำคัญผิดในสาระสำคัญ ของนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 119 สัญญาตามเอกสารหมาย จ.4 จึงไม่เป็นโมฆะ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.112 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.113 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.119 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.164 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.194 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.349 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.350 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.850 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.852

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เดิมจำเลยที่ ๑ เช่าซื้อรถยนต์ไปจากโจทก์แล้วค้างชำระค่าเช่าซื้อเป็นเงินจำนวนหนึ่ง ต่อมาจำเลยที่ ๒ ในฐานะส่วนตัวและกรรมการผู้จัดการจำเลยที่ ๑ ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ โดยจำเลยที่ ๒ ยอมตนเข้าผูกพันเป็นลูกหนี้ที่จะชำระหนี้ที่ค้างทั้งหมดรวมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เป็นเงินจำนวนหนึ่ง และจำเลยที่ ๒ ได้นำเช็คซึ่งมีบริษัท ก. เป็นผู้สั่งจ่ายและจำเลยที่ ๒ เป็นผู้สลักหลังรวม ๒๐ ฉบับ ให้แก่โจทก์เป็นการชำระหนี้ ถ้าเช็คฉบับใดธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินยอมชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ต่อมาโจทก์เรียกเก็บเงินตามเช็คได้เพียง ๕ ฉบับ อีก ๑๕ ฉบับ ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินที่ค้างให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย ต่อมาโจทก์ได้ถอนฟ้องเฉพาะจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ ให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและขาดอายุความ ในส่วนที่เกี่ยวกับสัญญาจำเลยที่ ๒ ทำไปโดยสำคัญผิดคิดว่าจะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ เช่นเดียวกับหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัด จึงเป็นโมฆะ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์ขาดอายุความ พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เดิมจำเลยที่ ๑ เช่าซื้อรถยนต์ไปจากโจทก์แล้วค้างชำระค่าเช่าซื้อเป็นเงินจำนวนหนึ่ง ต่อมาวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๑๘ จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการจำเลยที่ ๑ กับโจทก์ตกลงทำสัญญากันขึ้นฉบับหนึ่งซึ่งคู่สัญญาเรียกว่าสัญญาประนีประนอมยอมความ ตามเอกสารหมาย จ.๔ มีสาระสำคัญว่า จำเลยที่ ๒ ยอมชำระหนี้ค่าเช่าซื้อที่จำเลยที่ ๑ ค้างชำระให้แก่โจทก์โดยมอบเช็คของบริษัทกิตติสุนทร จำกัด ซึ่งจำเลยที่ ๒ สลักหลังรวม ๒๐ ฉบับ ถ้าเช็คฉบับใดธนาคารปฏิเสธการใช้เงินจำเลยที่ ๒ ยอมเสียดอกเบี้ยนับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการใช้เงินจนกว่าจะชำระเสร็จด้วย และโจทก์ได้รับชำระเงินตามเช็คดังกล่าวเพียงบางส่วนโจทก์จึงฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๒๒ คดีมีปัญหาในชั้นฎีกาว่า ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเอกสารหมาย จ.๔ หาใช่ฟ้องโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อหรือฟ้องเรียกเงินตามเช็คไม่ ซึ่งเมื่อพิเคราะห์ข้อความในสัญญาตามเอกสารหมาย จ.๔ แล้วจะเห็นได้ว่า จำเลยที่ ๒ ผูกพันตนเข้าชำระหนี้ค่าเช่าซื้อที่ค้างแทนจำเลยที่ ๑ โดยมีการเปลี่ยนแปลงยอดจำนวนหนี้ที่จะต้องชำระและมีการผ่อนเวลาที่จะต้องชำระออกไป หาใช่ว่าจำเลยที่ ๒ เข้าผูกพันตนเป็นลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ ๑ ในหนี้เช่าซื้อเดิมดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ จึงเป็นสัญญาประเภทหนึ่งซึ่งคู่สัญญากระทำด้วยความสมัครใจ เมื่อไม่ขัดต่อกฎหมายย่อมสมบูรณ์ใช้บังคับได้ และเมื่อหนี้ตามสัญญานี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ ก็ต้องใช้อายุความ ๑๐ ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๔ คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความที่จำเลยที่ ๒ แก้ฎีกาว่าจำเลยที่ ๒ ทำสัญญาตามเอกสารหมาย จ.๔ โดยสำคัญผิดว่าตนเป็นผู้ค้ำประกันสัญญาเช่าซื้อเดิมจึงเป็นโมฆะนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า การสำคัญผิดของจำเลยที่ ๒ เช่นนี้มิใช่สำคัญผิดในสาระสำคัญของนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๙ สัญญาตามเอกสารหมาย จ.๔ จึงไม่เป็นโมฆะ พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ ๒ ชำระเงินและดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ตามฟ้อง ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2391/2526 บริษัทวิริยะพานิช จำกัด โจทก์ บริษัทอุตสาหกรรมลูกชิ้น จำกัด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทวิริยะพานิช จำกัด · จำเลย - บริษัทอุตสาหกรรมลูกชิ้น จำกัด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วีระ ทรัพยไพศาล · พิศิษฏ์ เทศะบำรุง · สุชาติ จิวะชาติ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดปทุมธานี - นายทวิช อนันตรสุชาติ · ศาลอุทธรณ์ - นายดำรง สายเชื้อ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3245/2534ฎีกา 4082/2530ฎีกา 1000/2505ฎีกา 2026/2494ฎีกา 548/2522ฎีกา 2460/2517ฎีกา 643/2497ฎีกา 1055/2492ฎีกา 1084/2539ฎีกา 1896/2492ฎีกา 2657/2534ฎีกา 7051/2540ฎีกา 898/2534ฎีกา 1531/2526ฎีกา 4564/2543ฎีกา 3024/2528ฎีกา 2224/2528ฎีกา 2768/2519ฎีกา 156/2513ฎีกา 1225-1235/2530ฎีกา 602/2490ฎีกา 4541/2550ฎีกา 2635/2527ฎีกา 9326-9327/2544
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา