⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2678/2526

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2678/2526

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. ตัวการเป็นผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องให้ผู้รับขนรับผิดตามสัญญารับขนได้ 2. เหตุสุดวิสัยที่ผู้รับขนจะอ้างเพื่อยกเว้นความรับผิดได้นั้น ต้องเป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้ แม้จะได้จัดการระมัดระวังตามสมควรแล้วก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

ฟ้องของโจทก์แปลได้ว่าโจทก์ซื้อวิทยุแล้วมอบให้ผู้ขายเป็นตัวแทนนำเอาวิทยุไปให้จำเลยทำการขนส่งไปให้โจทก์ และในทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่าที่ผู้ขายกระทำไปนั้นเป็นการกระทำในฐานะตัวแทนของโจทก์ โดยโจทก์เป็นผู้จ่ายค่าขนส่งเอง ผู้ขายจึงเป็นตัวแทนของโจทก์ในการทำสัญญาขนส่งวิทยุกับจำเลย โจทก์ซึ่งเป็นตัวการจึงเป็นผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องให้จำเลยรับผิดตามสัญญารับขนได้ เหตุสุดวิสัยนั้นต้องเป็นเหตุผิดปกติสุดวิสัยที่คิดว่าจะมีขึ้น หากเป็นกรณีที่อาจป้องกันผลพิบัติได้ถ้าได้จัดการระมัดระวังตามสมควรแล้ว ก็มิใช่เหตุที่จะป้องกันไม่ได้ จำเลยรับขนวิทยุไปให้โจทก์โดยบรรทุกมาในรถ ถ้าหากลูกจ้างของจำเลยใช้ความระมัดระวังตรวจตราดูแลสินค้าที่บรรทุกมาในระหว่างจอดพักรถ คนร้ายก็จะไม่สามารถขโมยเอาวิทยุไปได้จึงอยู่ในวิสัยที่จะป้องกันได้ ถือไม่ได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.374 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.463 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.616 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.627 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.797 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.820

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ซื้อวิทยุจากห้างหุ้นส่วนจำกัดสงวนวิทยุการไฟฟ้าจำนวน ๓ เครื่อง ผู้ขายได้นำวิทยุไปมอบให้จำเลยส่งไปให้แก่โจทก์ ณ ภูมิลำเนาของโจทก์ จำเลยรับเป็นผู้ทำการขนส่ง ต่อมาวิทยุดังกล่าวสูญหายไป จึงขอให้บังคับจำเลยส่งมอบวิทยุแก่โจทก์ หากส่งไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน ๑๘,๐๐๐ บาท และค่าเสียหายอีก ๖,๐๐๐ บาท จำเลยให้การว่า โจทก์มิใช่ผู้เสียหาย ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยไม่ต้องรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้น ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชดใช้เงิน ๑๘,๐๐๐ บาทแก่โจทก์ส่วนจำเลยที่ ๒ ให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหาย ไม่มีอำนาจฟ้องให้ให้จำเลยรับผิดตามสัญญารับขนได้ พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ซื้อวิทยุตามฟ้องทั้งสามเครื่องจากห้างหุ้นส่วนจำกัดสงวนวิทยุการไฟฟ้า ปรากฏตามใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.๑ และมอบให้ผู้ขายจัดส่งวิทยุดังกล่าวไปให้โจทก์ที่อำเภอหล่มสัก ห้างหุ้นส่วนจำกัดสงวนวิทยุการไฟฟ้าได้นำเอาวิทยุดังกล่าวบรรจุกล่องมอบให้จำเลยที่ ๑ ทำการขนส่งไปให้โจทก์ จำเลยที่ ๑ ได้ออกใบรับขนสินค้าให้ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.๒ แต่วิทยุทั้งสามเครื่องสูญหายไป โดยถูกคนร้ายขโมยเอาไปในระหว่างการขนส่งจากกรุงเทพมหานคร ไปยังอำเภอหล่มสัก จำเลยที่ ๑ จึงไม่สามารถส่งมอบวิทยุทั้งสามเครื่องให้แก่โจทก์ได้ โจทก์ฎีกาว่า โจทก์เป็นผู้เสียหาย มีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ ๑ รับผิดตามสัญญารับขนได้ ศาลฎีกาเห็นว่า ตามฟ้องของโจทก์พอแปลได้ว่า โจทก์ซื้อวิทยุพิพาทแล้วได้มอบให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดสงวนวิทยุการไฟฟ้าผู้ขายเป็นตัวแทนนำเอาวิทยุไปส่งมอบให้แก่จำเลยทั้งสองทำการขนส่งไปให้โจทก์ณ ภูมิลำเนาของโจทก์ และในทางพิจารณาโจทก์ก็นำสืบว่า ที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดสงวนวิทยุการไฟฟ้านำเอาวิทยุพิพาทไปมอบให้จำเลยทั้งสองทำการขนส่งไปให้โจทก์นั้นห้างหุ้นส่วนจำกัดสงวนวิทยุการไฟฟ้ากระทำไปในฐานะตัวแทนของโจทก์ นอกจากนี้โจทก์และนายสงวน สงวนกิจวิบูลย์ พยานโจทก์เบิกความต้องกันว่า ค่าขนส่งวิทยุพิพาทโจทก์เป็นผู้จ่ายเอง เมื่อข้อเท็จจริงเป็นเช่นนี้จึงฟังได้ว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัดสงวนวิทยุการไฟฟ้า เป็นตัวแทนของโจทก์ในการทำสัญญาขนส่งวิทยุพิพาทกับจำเลยที่ ๑ ตามใบรับขนสินค้าเอกสารหมาย จ.๒ โจทก์ซึ่งเป็นตัวการในการทำสัญญาขนส่งระหว่างห้างหุ้นส่วนจำกัดสงวนวิทยุการไฟฟ้ากับจำเลยที่ ๑ จึงเป็นผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ ๑ รับผิดตามสัญญารับขนได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหาย ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาฎีกาโจทก์ฟังขึ้น ส่วนปัญหาว่า จำเลยที่ ๑ จะต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์หรือไม่เพียงใดนั้น ศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาดประการใด แต่ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยประเด็นข้อนี้ไปเลย โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ในประเด็นข้อนี้จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ ๑ ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เพราะวิทยุพิพาทสูญหายนั้นเกิดแต่เหตุสุดวิสัย จำเลยไม่สามารถป้องกันได้ศาลฎีกาเห็นว่า เหตุสุดวิสัยนั้นต้องเป็นเหตุผิดปกติสุดวิสัยที่คิดว่าจะมีขึ้นหากเป็นกรณีที่อาจป้องกันผลพิบัติได้ถ้าได้จัดการระมัดระวังตามสมควรแล้วก็มิใช่เหตุที่จะป้องกันไม่ได้ ที่จำเลยที่ ๑ รับขนวิทยุพิพาทไปให้โจทก์โดยบรรทุกมาในรถบรรทุกมีผ้าใบคลุมไว้ ถ้าหากคนขับรถหรือลูกจ้างของจำเลยที่ ๑ได้ใช้ความระมัดระวังตรวจตราดูแลสินค้าที่บรรทุกมาในรถของจำเลยที่ ๑ในระหว่างจอดพักรถระหว่างเดินทางแล้ว คนร้ายก็จะไม่สามารถกรีดผ้าใบขโมยเอาวิทยุพิพาทไปได้ จึงอยู่ในวิสัยของจำเลยที่ ๑ ที่จะป้องกันมิให้คนร้ายขโมยวิทยุพิพาทไปได้ เหตุที่วิทยุพิพาทถูกขโมยไปจึงเป็นเพราะความประมาทเลินเล่อไม่ใช่ความระมัดระวังตรวจตราดูแลให้ดี เป็นความบกพร่องของฝ่ายจำเลยจึงถือไม่ได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัย จำเลยที่ ๑ ต้องรับผิดชดใช้ให้โจทก์ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงิน ๑๘,๐๐๐ บาทแก่โจทก์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2678/2526 นายทะเบียน หุตาจารย์ โจทก์ บริษัทสหะหล่มสักขนส่ง จำกัด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายทะเบียน หุตาจารย์ · จำเลย - บริษัทสหะหล่มสักขนส่ง จำกัด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พิชัย วุฒิจำนงค์ · สนิท อังศุสิงห์ · สำเนียง ด้วงมหาสอน
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายสุวิทย์ ธีรพงษ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายถวิล ทองสว่างรัตน์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2126/2539ฎีกา 838/2493ฎีกา 3285/2532ฎีกา 3790/2530ฎีกา 4170/2546ฎีกา 740/2493ฎีกา 317/2527ฎีกา 1020/2546ฎีกา 949/2523ฎีกา 3310/2536ฎีกา 625/2569ฎีกา 1036/2491ฎีกา 5542/2540ฎีกา 581/2501ฎีกา 1912/2540ฎีกา 707/2507ฎีกา 5523/2536ฎีกา 988/2533ฎีกา 681/2506ฎีกา 2675/2527ฎีกา 53/2525ฎีกา 735/2491ฎีกา 114/2536ฎีกา 1972/2500
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา