คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2879/2526
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำของจำเลยที่ 2 ที่จ้างวานและช่วยเหลือจำเลยที่ 1 กับพวกให้กระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ แม้โจทก์จะไม่ได้ฟ้องว่าเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิด ก็ลงโทษจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้สนับสนุนการกระทำความผิดได้ และผลของคำพิพากษาในส่วนลักษณะคดีมีผลถึงจำเลยที่ 1 ด้วย
ย่อคำพิพากษา
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 กับพวกอีก 1 คน ทำการปล้นทรัพย์ผู้เสียหาย แต่ข้อเท็จจริงฟังได้เพียงว่า ผู้เสียหายถูกจำเลยที่ 1 กับ ห. ทำร้ายจนสลบแล้วบุคคลทั้งสองเอาเงินไป อันเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นผู้จ้างจำเลยที่ 1 กับ ห. และช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการกระทำผิดโดยการเรียกผู้เสียหายให้กลับบ้านแต่โจทก์มิได้ฟ้องจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิด คงลงโทษจำเลยที่ 2 ได้ในฐานะเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ ความผิดดังกล่าวอยู่ในส่วนลักษณะคดี จึงมีผลปรับบทลงโทษถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งมิได้อุทธรณ์ฎีกาด้วย
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองกับพวกที่หลบหนีอีก ๑ คน ร่วมกันปล้นทรัพย์ของนายสมจิตร พิสัยกุล ไปโดยทุจริต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๐ วรรคหนึ่ง วรรคสี่, ๘๓ ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๑ ลงวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๑๔ ข้อ ๑๔ ขอให้คืนของกลางบางส่วนแก่ผู้เสียหาย นอกนั้นให้ริบ
จำเลยที่ ๑ ให้การรับสารภาพ
จำเลยที่ ๒ ให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๐ วรรคแรก วางโทษจำคุก ๑๐ ปี จำเลยที่ ๑ ให้การรับสารภาพ จำเลยที่ ๒ ให้การชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้จำเลยที่ ๑ กึ่งหนึ่ง จำเลยที่ ๒ หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๕ ปี จำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๖ ปี ๘ เดือน คืนเงินสด ๒,๐๐๐ บาท ของกลางแก่ผู้เสียหาย และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืน ๑,๓๗๐ บาท แก่ผู้เสียหายริบเชือกของกลาง
จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ ๒
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ ๒ เป็นคนร้ายรายนี้ด้วยแต่มิได้เป็นตัวการในการกระทำความผิด โดยเป็นเพียงผู้จ้างจำเลยที่ ๑ กับนายหัดและช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการกระทำความผิด และวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่า ผู้เสียหายถูกจำเลยที่ ๑ กับนายหัดทำร้ายจนสลบแล้วบุคคลทั้งสองเอาเงินไป อันเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ส่วนจำเลยที่ ๒ เป็นผู้จ้างจำเลยที่ ๑ กับนายหัดและช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการกระทำความผิดโดยการเรียกผู้เสียหายให้กลับบ้าน แต่โจทก์มิได้ฟ้องจำเลยที่ ๒ ฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิด คงลงโทษจำเลยที่ ๒ ได้ในฐานะเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ ความผิดดังกล่าวเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี จึงให้มีผลปรับบทลงโทษถึงจำเลยที่ ๑ ซึ่งมิได้อุทธรณ์ฎีกาด้วย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ ๒ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาโจทก์ฟังขึ้น
พิพากษาแก้เป็นว่า นายเส่น อุปชัย จำเลยที่ ๑ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๙ วรรคสอง ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๑ ลงวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๑๔ ข้อ ๑๔ นางนงคราญ สุนันทะนาม จำเลยที่ ๒ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๙ วรรคสอง ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๑ ลงวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๑๔ ข้อ ๑๔ ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๖ วางโทษจำคุก ๖ ปี ๘ เดือน คำให้การชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ หนึ่งในสาม คงจำคุก ๔ ปี ๕ เดือน ๑๐ วัน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2879/2526
พนักงานอัยการจังหวัดหนองคาย โจทก์
นายเส่น อุปชัย กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดหนองคาย · จำเลย - นายเส่น อุปชัย กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | อัมพล สุวรรณภักดี · สหัส สิงหวิริยะ · เสนอ ศรนิยม |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดหนองคาย - นายประจวบ กระจ่างทิม · ศาลอุทธรณ์ - นายไพริน มะนุญพร |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา