⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 55/2526

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 55/2526

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อคู่สัญญาปล่อยให้ระยะเวลาตามสัญญาที่กำหนดไว้ล่วงเลยไปโดยมิได้ดำเนินการใดๆ และไม่มีฝ่ายใดเรียกร้องให้อีกฝ่ายปฏิบัติตามสัญญา พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าคู่สัญญาได้สมัครใจเลิกสัญญากันโดยปริยาย และให้คู่สัญญากลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามกฎหมาย การที่คู่สัญญาทำสัญญากันใหม่ โดยยกเงินมัดจำตามสัญญาเดิมมาลงไว้ในสัญญาใหม่ ถือว่าผู้รับเงินมัดจำได้รับเงินมัดจำแล้วตามสัญญาใหม่ และจะนำสืบเป็นอย่างอื่นไม่ได้

ย่อคำพิพากษา

โจทก์จำเลยทำสัญญามัดจำไว้ว่า โจทก์ตกลงซื้อที่ดินตามฟ้องจากจำเลยในราคาที่กำหนด โจทก์ได้วางเงินมัดจำไว้แก่จำเลยเป็นเงินจำนวนหนึ่ง กำหนดโอนกันให้เสร็จภายใน 3 เดือนนับแต่วันทำสัญญามัดจำ แต่จะกำหนดวันเดือนใดคู่ความต้องบอกกล่าวความตกลงเห็นพร้อมกัน ในระหว่างกำหนดเวลาดังกล่าวนั้นไม่ปรากฏว่าโจทก์จำเลยได้กำหนดวันเดือนใดที่จะปฏิบัติการชำระหนี้ต่อกันโดยบอกกล่าวความตกลงเห็นพร้อมกัน กล่าวคือโจทก์ไม่ได้ขอชำระหนี้เงินที่ค้างและให้จำเลยโอนที่ดินให้ จำเลยก็ไม่ได้บอกกล่าวให้โจทก์ชำระหนี้ แสดงว่าคู่สัญญาไม่นำพาที่จะปฏิบัติตามสัญญา จนกำหนดเวลาตามสัญญานั้นสิ้นสุดลง ฝ่ายใดจะอ้างว่าอีกฝ่ายหนึ่งผิดสัญญาหาได้ไม่ การที่คู่กรณีปล่อยให้ระยะเวลาล่วงเลยมาโดยมิได้จัดการอย่างใดอย่างหนึ่ง ต่อมาทางอำเภอเปรียบเทียบแต่ก็ตกลงกันไม่ได้ จากนั้นก็ไม่มีฝ่ายใด เรียกร้องให้อีกฝ่ายหนึ่งปฏิบัติตามสัญญา พฤติการณ์ของคู่กรณีแสดงให้เห็นว่าต่างฝ่ายต่างสมัครใจเลิกสัญญากันโดยปริยายแล้ว โจทก์จำเลยต่างต้องคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 จำเลยจึงต้องคืนเงินมัดจำแก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันที่ได้รับไว้และโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายและค่าปรับจากจำเลย โจทก์จำเลยต่างตกลงทำสัญญามัดจำกันใหม่ โดยมีข้อความตามสัญญาเดิม และยกเงินมัดจำจำนวนตามสัญญาเดิมมาลงไว้ในสัญญาใหม่แล้วต้องถือว่าจำเลยได้รับเงินมัดจำแล้วตามสัญญาใหม่ และปรากฏตามคำให้การของจำเลยโดยชัดแจ้งว่าจำเลยได้รับเงินมัดจำจำนวนดังกล่าวไว้แล้วด้วย จำเลยจะนำสืบเป็นอย่างอื่นหาได้ไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.177 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.386 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.391

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยตกลงทำสัญญามัดจำเพื่อจะขายที่ดินให้แก่โจทก์ ๑ แปลง ในราคา ๑๕,๐๐๐ บาท โจทก์วางมัดจำ ๑๐,๐๐๐ บาท จำเลยรับไปแล้ว กำหนดจดทะเบียนโอนขายภายใน ๓ เดือน เมื่อถึงกำหนดไม่ยอมโอนให้ ขอให้พิพากษาบังคับให้จำเลยคืนเงินมัดจำพร้อมด้วยดอกเบี้ย ค่าเสียหาย และค่าปรับ จำเลยให้การว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยจึงได้ริบเงินมัดจำ โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องจำเลย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนเงินมัดจำ ๑๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย โจทก์จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าปรับเป็นเงิน ๒๐,๐๐๐ บาทแก่โจทก์ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๒๒ โจทก์จำเลยได้ทำสัญญามัดจำตามเอกสารหมาย จ.๑ ความว่าโจทก์ตกลงซื้อที่ดินตามฟ้องจากจำเลยในราคา ๑๕,๐๐๐ บาท โจทก์วางเงินมัดจำให้จำเลย ๑๐,๐๐๐ บาทในวันนั้นกำหนดโอนให้สำเร็จภายในกำหนด ๓ เดือนนับแต่วันทำสัญญา แต่จะกำหนดวันเดือนใดคู่สัญญาต้องบอกกล่าวความตกลงเห็นพร้อมกัน ถ้าโจทก์ผิดนัด จำเลยจะริบเงินมัดจำ ถ้าจำเลยผิดนัดยอมให้โจทก์เรียกค่าเสียหายอีกโสดหนึ่งเป็นเงิน ๒๐,๐๐๐ บาท ครั้นครบกำหนดตามสัญญาแล้ว ไม่ปรากฏว่าได้มีการโอนกันตามสัญญา ต่อมาวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๒๓ โจทก์ขอให้ทางอำเภอเปรียบเทียบแต่ไม่อาจตกลงกันได้ เดิมโจทก์จำเลยได้ทำสัญญามัดจำจะซื้อขายที่ดินแปลงนี้มาแล้ว กำหนดโอนภายใน ๖ เดือน ตามเอกสารหมาย ล.๑ เมื่อครบกำหนดตามสัญญาแล้ว ปรากฏว่ามิได้มีการโอนต่อกัน โจทก์จำเลยจึงเลิกสัญญาเดิม ยกเงินมัดจำมาทำสัญญาใหม่ ตามเอกสารหมาย จ.๑ และวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่า คู่ความต่างนำสืบว่าเมื่อครบกำหนด ๓ เดือนตามสัญญาแล้วอีกฝ่ายเป็นผู้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ แต่ในระหว่างกำหนดเวลา ๓ เดือน ตามเอกสารหมาย จ.๑ นั้น ไม่ปรากฏว่าโจทก์จำเลยได้กำหนดวันเดือนใดที่จะปฏิบัติการชำระหนี้ต่อกันโดยบอกกล่าวความตกลงเห็นพร้อมกัน กล่าวคือ โจทก์ไม่ได้ขอชำระหนี้ที่ค้างและให้จำเลยโอนที่ดินให้ จำเลยก็ไม่ได้บอกกล่าวให้โจทก์ชำระหนี้ เมื่อตามสัญญาข้อ ๒ ระบุว่า คู่สัญญาตกลงกัน จะทำพิธีโอนภายในกำหนด ๓ เดือนนับแต่วันทำสัญญา แต่จะกำหนดวันเดือนใดคู่สัญญาต้องบอกกล่าวความตกลงเห็นพร้อมกัน แสดงให้เห็นว่าคู่สัญญาไม่นำพาที่จะปฏิบัติตามสัญญา จนกำหนดเวลาตามสัญญาสิ้นสุดลง ฝ่ายใดจะอ้างว่าอีกฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ผิดสัญญาหาได้ไม่ และเป็นที่เห็นได้ว่าคู่กรณีได้ปล่อยให้ระยะเวลาล่วงเลยมาโดยมิได้จัดการอย่างหนึ่งอย่างใด จนเมื่อวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๒๓ จึงได้ขอให้ทางอำเภอเปรียบเทียบแต่ก็ไม่อาจตกลงกันได้ จากนั้นก็มิได้มีฝ่ายใดเรียกร้องให้อีกฝ่ายหนึ่งปฏิบัติตามสัญญา พฤติการณ์ของคู่กรณีแสดงให้เห็นว่าต่างฝ่ายต่างสมัครใจเลิกสัญญากันโดยปริยายแล้ว ดังนั้นโจทก์จำเลยต่างต้องคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๙๑ จำเลยจึงต้องคืนเงินมัดจำแก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยนับตั้งแต่เวลาที่ได้รับไว้และโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายและค่าปรับจากจำเลย ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าได้รับเงินมัดจำจากโจทก์ไว้เพียง ๗,๐๐๐ บาทเมื่อครั้งทำสัญญาเดิม ตามเอกสารหมาย ล.๑ และตามสัญญาใหม่ตามเอกสารหมาย จ.๑ จำเลยไม่ได้รับเงินมัดจำอีกเลยนั้น เห็นว่าคู่ความต่างตกลงทำสัญญาใหม่โดยมีข้อความตามสัญญาเดิมและยกเงินมัดจำจำนวน ๑๐,๐๐๐ บาทมาลงไว้ในสัญญาใหม่แล้ว ต้องถือว่าจำเลยได้รับเงินมัดจำแล้วตามสัญญาใหม่เอกสารหมาย จ.๑ เมื่อปรากฏตามคำให้การของจำเลยชัดแจ้งว่าจำเลยได้รับเงินมัดจำจำนวน ๑๐,๐๐๐ บาท ไว้แล้วจำเลยจะนำสืบเป็นอย่างอื่นหาได้ไม่ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนเงินมัดจำ ๑๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย แต่จำเลยไม่ต้องรับผิดชำระเงินค่าปรับ ๒๐,๐๐๐ บาท ให้แก่โจทก์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 55/2526 นายจา สุทธิเกิด โจทก์ นายแก้ว ทองมุณี จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายจา สุทธิเกิด · จำเลย - นายแก้ว ทองมุณี
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เริ่ม ธรรมดุษฎี · สุทิน เลิศวิรุฬห์ · อำนวย อินทุภูติ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดกระบี่ - นายอร่าม แย้มสอาด · ศาลอุทธรณ์ - นายเสงี่ยม ทวีชัยการ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 591/2531ฎีกา 4359/2540ฎีกา 1452/2511ฎีกา 3206/2537ฎีกา 4838/2548ฎีกา 4015/2528ฎีกา 2409/2551ฎีกา 1415/2540ฎีกา 7903/2568ฎีกา 6239/2551ฎีกา 763/2484ฎีกา 4873/2528ฎีกา 8021/2549ฎีกา 1360/2544ฎีกา 615/2531ฎีกา 1765/2492ฎีกา 3474/2538ฎีกา 3601/2526ฎีกา 72/2505ฎีกา 1453/2542ฎีกา 119/2532ฎีกา 4484/2536ฎีกา 6555/2538ฎีกา 1816/2534
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา