⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1059/2527

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1059/2527

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การครอบครองทรัพย์สินตามกฎหมายเป็นผลให้ได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้น โดยไม่จำเป็นต้องครอบครองทรัพย์สินนั้นอยู่ในขณะยื่นคำร้องขอต่อศาล

ย่อคำพิพากษา

การยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์นั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 และประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 78 มิได้กำหนดหลักเกณฑ์ว่าผู้ร้องจะต้องเป็นผู้ครอบครองอสังหาริมทรัพย์อยู่ในขณะยื่นคำร้องขอต่อศาล และคำสั่งของศาล ที่แสดงว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ตามคำร้องขอนั้น ก็เป็นเพียงคำสั่งที่รับรองว่าการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้ร้องตามที่ได้ครอบครองมาแล้วนั้น เป็นผลให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์แล้ว เพื่อที่ผู้ร้องจะได้นำคำพิพากษาไปจดทะเบียนสิทธิต่อเจ้าพนักงานที่ดินต่อไปเท่านั้น

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายที่ดิน ม.78 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.188 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1382

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องได้ซื้อที่ดินบางส่วนของโฉนดที่ ๓๖๕๓ ตำบลดอนยาง อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี เนื้อที่ ๓ ไร่เศษ จากนางอ่วมผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์โดยมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่ซื้อแล้วผู้ร้องได้ครอบครองโดยสงบ เปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของที่ดินติดต่อกันเป็นเวลา๕๐ ปีเศษแล้ว ขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์เฉพาะที่ดินส่วนที่ครอบครองดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ ผู้คัดค้านที่ ๑ ยื่นคำร้องคัดค้านว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๖๕๓ เดิมเป็นของนายนาม นางอ่วม ต่อมาตกได้แก่นายฉิ่งซึ่งเป็นบุตรบุญธรรม และภายหลังนายฉิ่งยกให้ผู้คัดค้านที่ ๑ ซึ่งเป็นบุตร ผู้คัดค้านที่ ๑ ได้ครอบครองมาโดยสงบเปิดเผย เจตนาเป็นเจ้าของมานานเกิน ๑๐ ปีแล้ว ซึ่งผู้คัดค้านที่ ๑ ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลแสดงกรรมสิทธิ์ไว้ตามคดีหมายเลขดำที่ ๓๒๗/๒๕๒๓ คำร้องของผู้ร้องเป็นเท็จ ขอให้พิพากษายกคำร้อง ผู้คัดค้านที่ ๒ ยื่นคำร้องคัดค้านว่า ผู้คัดค้านที่ ๒ เป็นภรรยาของนายฉิ่งและได้ร่วมกับนายฉิ่งครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๖๕๓ มานานหลายปี ผู้คัดค้านที่ ๒จึงได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ ผู้ร้องไม่เคยเข้ายุ่งเกี่ยวในที่ดินดังกล่าวขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นให้ดำเนินคดีเป็นคดีมีข้อพิพาท โดยเรียกผู้ร้องว่าโจทก์ เรียกผู้คัดค้านที่ ๑ และที่ ๒ ว่าจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ตามลำดับ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงไม่น่าเชื่อว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ได้ครอบครองที่พิพาทแบบเป็นเจ้าของมาก่อนจนครบ ๑๐ ปีแล้วขายให้จำเลยทั้งสอง ฝ่ายจำเลยจึงได้ครอบครองที่พิพาทขณะที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าว โจทก์จึงมิใช่ผู้ครอบครองที่ดินแปลงนี้ จึงหามีสิทธิร้องขอต่อศาลไม่ พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามคำร้องขอของโจทก์เป็นการที่โจทก์ใช้สิทธิทางศาลโดยชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๕ และ ๑๘๘(๑)ประกอบด้วยประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๗๘ ซึ่งหากผลของการไต่สวนฟังได้ตามคำร้องขอ คำสั่งของศาลที่แสดงว่าโจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทนั้นเป็นแต่เพียงคำสั่งที่รับรองว่าการครอบครองที่พิพาทของโจทก์ตามที่ได้ครอบครองมาแล้วนั้น เป็นผลให้โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่พิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ แล้ว เพื่อประโยชน์แก่การจดทะเบียนสิทธิในที่พิพาทต่อไปตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๗๘ เท่านั้น ทั้งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ และประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๗๘ มิได้กำหนดหลักเกณฑ์ว่าโจทก์จะต้องเป็นผู้ครอบครองที่พิพาทอยู่ในขณะยื่นคำร้องขอต่อศาลแต่ประการใด ดังนั้น ถ้าโจทก์สามารถนำสืบให้ฟังได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ แล้ว ไม่ว่าในขณะที่โจทก์ยื่นคำร้องขอต่อศาลนั้น โจทก์จะได้ครอบครองที่พิพาทอยู่หรือไม่ หากไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้โอนกรรมสิทธิ์ที่พิพาทให้ผู้อื่นต่อไปแล้ว ศาลก็จะมีคำสั่งแสดงว่ากรรมสิทธิ์ในที่พิพาทเป็นของโจทก์ตามที่ได้ครอบครองมา เพื่อโจทก์จะได้นำคำพิพากษาไปจดทะเบียนสิทธิต่อเจ้าพนักงานที่ดินต่อไป นอกจากนั้นเฉพาะคดีนี้มีจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ยื่นคำร้องคัดค้านเข้ามา อันเป็นการโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่พิพาทกับโจทก์ซึ่งศาลให้ดำเนินคดีต่อไปเป็นคดีมีข้อพิพาทและเป็นคดีมีทุนทรัพย์แล้ว หลังจากนี้โจทก์จำเลยก็จะเป็นคู่ความดำเนินคดีกันต่อไปจนเสร็จสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๘๘(๔) และถือได้ว่าเป็นคดีที่โจทก์ฟ้องเรียกที่พิพาทจากจำเลยทั้งสอง หากโจทก์ชนะคดี ศาลอาจพิพากษาให้ขับไล่จำเลยทั้งสองด้วยก็ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒(๑) ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าโจทก์ไม่มีสิทธิร้องขอต่อศาลและพิพากษาคดีมาโดยมิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงตามประเด็นในอุทธรณ์ของโจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น และเห็นสมควรให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาและพิพากษาคดีนี้ใหม่ พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาคดีใหม่ทั้งหมดแล้วมีคำพิพากษาใหม่ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1059/2527 นายเอ ทรัพย์สิน ผู้ร้อง นายสำเรียง ศิลป์ศร กับพวก ผู้คัดค้าน

รายละเอียดคดี

คู่ความผู้ร้อง - นายเอ ทรัพย์สิน · ผู้คัดค้าน - นายสำเรียง ศิลป์ศร กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ปรีชา พานิชวงศ์ · บุญส่ง คล้ายแก้ว · ปรานอม มหรรณพ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดเพชรบุรี - นายสมศักดิ์ เทวรักษ์กุล · ศาลอุทธรณ์ - นายวิทวัส อยู่วัฒนา
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5692/2538ฎีกา 3375/2532ฎีกา 1721/2528ฎีกา 681/2506ฎีกา 5473/2548ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 3099/2524ฎีกา 1889/2511ฎีกา 4415/2528ฎีกา 8680/2551ฎีกา 4092/2543ฎีกา 2572/2541ฎีกา 861/2540ฎีกา 863/2524ฎีกา 2520/2544
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา