คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1085/2527
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำของเจ้าพนักงานที่เชื่อโดยสุจริตว่ามีเหตุอันควรเชื่อว่าบุคคลนั้นกระทำผิดกฎหมายและได้ควบคุมตัวไว้เพื่อป้องกันเหตุร้ายอันอาจเกิดขึ้น ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของชุมชน ไม่เป็นความผิดอาญา หากฎีกาของโจทก์เป็นปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามอุทธรณ์ตามกฎหมาย
ย่อคำพิพากษา
พระภิกษุเจ้าอาวาสไปสนทนากับหญิงบนบ้านในเวลากลางคืนจำเลยซึ่งเป็นตำรวจและชาวบ้านออกประกาศโฆษณาทางเครื่องขยายเสียงว่าโจทก์กระทำผิดวินัยสงฆ์ และไม่ยอมให้โจทก์กลับวัด ไม่ยอมให้ลงจากบ้าน แล้วนำตัวส่งพนักงานสอบสวน เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อว่าโจทก์กระทำผิดพระวินัย จึงได้ควบคุมโจทก์ไว้ก่อนเพื่อป้องกันเหตุร้ายอันอาจเกิดขึ้นได้ เป็นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของชุมชน ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157,309,310 เมื่อศาลล่างทั้งสองยกฟ้องโดยอาศัยข้อเท็จจริง ฎีกาของโจทก์ที่ว่า จำเลยกลั่นแกล้งโจทก์ ทั้งที่โจทก์มิได้กระทำผิดพระวินัยจึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยอาศัยข้อเท็จจริงต้องกันว่า จำเลยทั้งหมดมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าโจทก์กระทำผิดพระวินัยจึงได้ควบคุมโจทก์ไว้ก่อนเพื่อป้องกันเหตุร้ายอันอาจเกิดขึ้นได้ เพราะโจทก์ได้กระทำการอันขัดต่อความรู้สึกของพุทธศาสนิกชน เป็นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของชุมชนต่อมาจำเลยทั้งหมดได้นำโจทก์ส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองศรีสะเกษเพื่อดำเนินการต่อไป การกระทำของจำเลยทั้งหมดไม่เป็นความผิดตามฟ้อง เห็นว่าโจทก์ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ที่แก้ไขแล้วซึ่งฎีกาของโจทก์ที่ว่าจำเลยทั้งหมดทำการจับกุมและควบคุมโจทก์โดยกลั่นแกล้งโจทก์ ทั้ง ๆ ที่โจทก์มิได้กระทำผิดพระวินัยอย่างใดนั้นเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้
สำหรับฎีกาของโจทก์ที่ว่า จำเลยทั้งหมดทำการจับกุมโจทก์โดยไม่มีหมายจับเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย และพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 4 กับพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2485 และพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ได้ยกเลิกพระราชบัญญัติอธิกรณประถมปาราชิก พ.ศ. 2463 แล้ว จำเลยไม่มีอำนาจทำการจับกุมโจทก์นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงที่ศาลล่างทั้งสองฟังมาไม่อาจเอาผิดแก่จำเลยทั้งหมดได้แล้ว ฎีกาปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 245 ที่แก้ไขแล้ว และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"
พิพากษายกฎีกาโจทก์
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1085/2527
พระครูพิพิธพัฒนกิจ โจทก์
นายดาบตำรวจสาเหร็ด พรหมมานนท์ กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พระครูพิพิธพัฒนกิจ · จำเลย - นายดาบตำรวจสาเหร็ด พรหมมานนท์ กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | อำนวย อินทุภูติ · สุทิน เลิศวิรุฬห์ · ดำริ ศุภพิโรจน์ |
| แหล่งที่มา | เนติบัณฑิตยสภา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา