⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2847/2527

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2847/2527

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่จำเลยยักย้ายทรัพย์สินที่ศาลมีคำสั่งให้ยึดไว้ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาไปเสีย เป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์โดยตรง โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 187 ได้

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถแท็กซี่คันพิพาท ได้ร่วมกันเป็นโจทก์ฟ้องเรียกรถดังกล่าวคืนจากจำเลยต่อศาลแพ่งพร้อมกับขอให้ศาลมีคำสั่งยึดรถนั้นไว้ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา ศาลแพ่งได้มีคำสั่งตามคำขอของโจทก์ทั้งสอง แต่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดรถแท็กซี่ดังกล่าวไม่ได้ เพราะจำเลย ยักย้ายรถไปไว้ที่อื่น โจทก์ทั้งสองย่อมเสียหายโดยตรง กรณีเช่นนี้จำเลยยักย้ายรถไปไว้ที่อื่นก่อนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะไปยึด จึงมิใช่เป็นการกระทำต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี แต่เป็นการกระทำต่อโจทก์ทั้งสองโดยตรง โจทก์ทั้งสองจึงเป็น ผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องขอให้ลงโทษจำเลย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 187ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.2 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.28 ประมวลกฎหมายอาญา ม.187

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์แท็กซี่คันพิพาทได้ร่วมกันเป็นโจทก์ฟ้องเรียกรถดังกล่าวคืนจากจำเลยต่อศาลแพ่ง พร้อมกับขอให้ศาลมีคำสั่งยึดรถนั้นไว้ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา ศาลแพ่งมีคำสั่งตามคำขอของโจทก์ทั้งสอง และจำเลยได้ทราบคำสั่งนี้แล้ว จำเลยซึ่งรู้อยู่แล้วว่าถูกโจทก์ฟ้องเรียกรถแท็กซี่คืน และรู้ว่ารถแท็กซี่คันพิพาทน่าจะถูกยึดหรืออายัดตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแพ่ง จำเลยได้บังอาจนำรถแท็กซี่คันดังกล่าวไปหลบซ่อนเสีย โดยมีเจตนาเพื่อมิให้ถูกยึดตามคำสั่งของศาล ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘๗ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว มีคำสั่งประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหาย พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์เป็นผู้เสียหาย มีอำนาจฟ้องพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีใหม่ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในชั้นนี้ว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถแท็กซี่คันพิพาท ได้ร่วมกันเป็นโจทก์ฟ้องเรียกรถดังกล่าวคืนจากจำเลยต่อศาลแพ่ง พร้อมกับขอให้ศาลมีคำสั่งยึดรถนั้นไว้ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา ศาลแพ่งได้มีคำสั่งตามคำขอของโจทก์ทั้งสอง แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดรถแท็กซี่ดังกล่าวไม่ได้ เพราะจำเลยยักย้ายรถนั้นไปไว้ที่อื่น โจทก์ทั้งสองจึงฟ้องคดีนี้ ปัญหาว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ เห็นว่าโจทก์ทั้งสองถือกรรมสิทธิ์ในรถคันพิพาท เมื่อรถถูกยักย้ายไปจนโจทก์นำยึดไม่ได้ถ้าในที่สุดเมื่อโจทก์ทั้งสองชนะคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีก็ไม่สามารถยึดรถคันพิพาทมาได้ โจทก์ทั้งสองก็จะไม่ได้รถกลับคืนมาตามที่เรียกร้อง โจทก์ทั้งสองย่อมเสียหายโดยตรง จึงมีอำนาจฟ้องจำเลย ที่จำเลยฎีกาว่า กรณีจำเลยขัดขืนหลีกเลี่ยงการยึดรถ เป็นการกระทำต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีเท่านั้นที่เป็นผู้เสียหาย มิใช่โจทก์ทั้งสองนั้น เห็นว่า กรณีนี้เจ้าพนักงานบังคับคดียังมิได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับรถคันพิพาทเลย เพราะขณะโจทก์นำยึดรถดังกล่าวมิได้อยู่ที่จำเลยดังนั้นที่จำเลยยักย้ายรถไปไว้ที่อื่นก่อนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะไปยึด มิใช่เป็นการกระทำต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี แต่เป็นการกระทำต่อโจทก์ทั้งสองโดยตรง โจทก์ทั้งสองย่อมเป็นผู้เสียหาย พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2847/2527 สหกรณ์แท็กซี่สยาม จำกัด กับพวก โจทก์ นายเทียม แซ่แต้ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - สหกรณ์แท็กซี่สยาม จำกัด กับพวก · จำเลย - นายเทียม แซ่แต้
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประการ กาญจนศูนย์ · ชูเชิด รักตะบุตร์ · กิติ บูรพรรณ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแขวงพระนครใต้ - นายกิติยาภรณ์ อาตมียะนันทน์ · ศาลอุทธรณ์ - นายสำราญ ศรีประสารธน์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 8080/2538ฎีกา 1974/2497ฎีกา 313/2526ฎีกา 618/2568ฎีกา 730/2486ฎีกา 4225/2559ฎีกา 754/2486ฎีกา 1048/2494ฎีกา 2252/2560ฎีกา 11720/2555ฎีกา 389/2542ฎีกา 5138/2537ฎีกา 2794/2516ฎีกา 276/2520ฎีกา 1813/2531ฎีกา 45/2484ฎีกา 10552/2553ฎีกา 3620/2566ฎีกา 2491-2493/2519ฎีกา 420-421/2507ฎีกา 2386/2541ฎีกา 2027/2536ฎีกา 954/2502ฎีกา 183/2526
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา