คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1546/2528
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
บุคคลล้มละลายย่อมไม่มีอำนาจถือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินแทนบริษัทอีกต่อไป การโอนทรัพย์สินโดยบุคคลดังกล่าวจึงเป็นการโอนเปลี่ยนตัวผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนบริษัทเท่านั้น หาใช่เป็นการโอนกรรมสิทธิ์ไม่ การโอนจึงไม่เป็นโมฆะ
ย่อคำพิพากษา
ส.มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่พิพาทไว้แทนบริษัทจำเลย ส.เป็นบุคคลล้มละลายในระหว่างเป็นกรรมการผู้จัดการ ย่อมขาดจากการเป็นกรรมการบริษัทจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1154 จึง ไม่มีอำนาจถือกรรมสิทธิ์ที่พิพาทแทนบริษัทจำเลยอีกต่อไป ดังนั้น การที่ ส. โอนที่พิพาทให้กรรมการอีกคนหนึ่งของบริษัท จึงเป็นการโอนเปลี่ยนตัวผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนบริษัทจำเลยเท่านั้น หาใช่เป็นการโอนกรรมสิทธิ์ไม่ การโอนจึงไม่เป็นโมฆะ
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีสืบเนื่องมาจากศาลพิพากษาให้บริษัทจำเลยล้มละลาย ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่า นางสมศรีกรรมการผู้จัดการบริษัทจำเลยได้โอนที่พิพาทให้แก่นายอมรฤทธิ์ แล้วนายอมรฤทธิ์ได้โอนให้แก่นางมารศรี นางสมศรีโอนที่พิพาทให้แก่นายอมรฤทธิ์โดยไม่มีอำนาจ เพราะกระทำไปในระหว่างที่ศาลพิพากษาให้นางสมศรีเป็นบุคคลล้มละลาย ขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ร้องขอให้ศาลเพิกถอนการโอนดังกล่าวเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ผู้ร้องจึงมายื่นคำร้องต่อศาลตามพระราชบัญญัติล้มละลาย มาตรา ๑๔๖ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์คัดค้านว่าการโอนดังกล่าวเป็นการโอนโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน จึงไม่ร้องขอให้ศาลเพิกถอนการโอน ขอให้ยกคำร้อง
ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า นางสมศรีและนายอมรฤทธิ์มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์และจัดการโอนที่พิพาทไปในฐานะเป็นตัวแทนของบริษัทจำเลย ขณะโอนบริษัทจำเลยยังมิได้ถูกฟ้องล้มละลาย และนางมารศรีได้รับโอนที่พิพาทโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ขอให้เพิกถอนการโอนที่พิพาทเป็นการชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง
ผู้ร้องอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ผู้ร้องฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่า ปัญหาที่ว่านางสมศรีโอนที่พิพาทให้นายอมรฤทธิ์ในขณะที่นางสมศรีเป็นบุคคลล้มละลาย เป็นเหตุให้การโอนเป็นโมฆะหรือไม่ นั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๕๔ บัญญัติว่า "ถ้ากรรมการคนใดล้มละลายหรือตกเป็นผู้ไร้ความสามารถไซร้ ท่านว่ากรรมการคนนั้นเป็นอันขาดจากตำแหน่ง" เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่านางสมศรีเป็นบุคคลล้มละลายในระหว่างเป็นกรรมการผู้จัดการของบริษั่ทจำเลย นางสมศรีย่อมขาดจากการเป็นกรรมการของบริษัทจำเลยโดยผลของกฎหมายดังกล่าว จึงไม่มีอำนาจทำการใด ๆ แทนบริษัทจำเลย ซึ่งรวมถึงการถือกรรมสิทธิ์ที่พิพาทแทนบริษัทจำเลยด้วย นางสมศรีจึงต้องโอนการถือกรรมสิทธิ์ที่พิพาทให้กรรมการคนอื่นเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนบริษัทจำเลยต่อไป ฉะนั้น ที่นางสมศรีโอนที่พิพาทให้นายอมรฤทธิ์ซึ่งเป็นกรรมการคนหนึ่งของบริษัทจำเลยจึงเป็นการโอนเปลี่ยนตัวผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนบริษัทจำเลยเท่านั้น หาใช่เป็นการโอนกรรมสิทธิ์ไม่ เพราะกรรมสิทธิ์ในที่พิพาทยังเป็นของบริษัทจำเลยอยู่เช่นเดิม เพียงแต่เปลี่ยนชื่อผู้ถือแทนเท่านั้น การโอนจึงไม่เป็นโมฆะ หลังจากนั้น นายอมรฤทธิ์ได้โอนขายที่พิพาทให้แก่นางมารศรี ซึ่งข้อเท็จจริงก็ไม่ปรากฏว่านางมารศรีซื้อที่พิพาทไปโดยไม่สุจริตอย่างไร จึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนการโอนตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช ๒๔๘๓ มาตรา ๑๑๔
พิพากษายืน.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1546/2528
นายบุญถึง หัตถกิจ โจทก์
บริษัทศรีสมิต จำกัด จำเลย
นางวีรา งามหงษ์ทอง ผู้ร้อง
เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้คัดค้าน
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายบุญถึง หัตถกิจ · จำเลย - บริษัทศรีสมิต จำกัด · ผู้ร้อง - นางวีรา งามหงษ์ทอง · ผู้คัดค้าน - เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | พิชัย วุฒิจำนงค์ · สำเนียง ด้วงมหาสอน · อภินย์ ปุษปาคม |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายชูศักดิ์ บัณฑิตกุล · ศาลอุทธรณ์ - นายเสวก จันทร์ผ่อง |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา