⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 200/2528

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 200/2528

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. ศาลอุทธรณ์มีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์ได้ แม้โจทก์จะฟ้องความผิดฐานยักยอกก็ตาม หากข้อเท็จจริงที่ปรากฏแก่ศาลเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ 2. การร่วมกับผู้อื่นเอาเอกสารของผู้อื่นไปโดยทุจริต เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 เมื่อศาลอุทธรณ์เห็นว่าจำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 ศาลอุทธรณ์ย่อมลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 192 วรรคสาม ผู้ใดร่วมกับผู้อื่นเอาเอกสาร (เช็ค) ของผู้อื่นไปโดยทุจริต ย่อมมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 และเป็นความผิดตามมาตรา 335 อีกบทหนึ่งด้วย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.192 ประมวลกฎหมายอาญา ม.188 ประมวลกฎหมายอาญา ม.334 ประมวลกฎหมายอาญา ม.335 ประมวลกฎหมายอาญา ม.352

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘๘, ๓๕๒ จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘๘, ๓๕๒ ให้ลงโทษตามมาตรา ๑๘๘ ซึ่งเป็นบทหนักตามมาตรา ๙๐ จำคุก ๖ เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘๘, ๓๓๕ ให้ลงโทษตามมาตรา ๓๓๕ ซึ่งเป็นบทหนักตามมาตรา ๙๐ กำหนดโทษคงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยเฉพาะข้อกฎหมาย ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่า ตามฎีกาข้อแรกของจำเลยที่ว่าศาลอุทธรณ์จะอาศัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ มาลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์ตามมาตรา ๓๓๕ มิได้เพราะโทษตามมาตรา ๓๓๕ สูงกว่ามาตรา ๓๕๒ นั้น เห็นว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ เมื่อศาลอุทธรณ์พิจารณาเห็นว่าจำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์ได้ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคสาม จำเลยฎีกาต่อไปว่าความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘๘ เป็นบทเฉพาะจะลงโทษจำเลยตามมาตรา ๓๓๕ ซึ่งเป็นบททั่วไปอีกไม่ได้ เห็นว่ามาตรา ๑๘๘ บัญญัติว่า "ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ซึ่งพินัยกรรม หรือเอกสารใดของผู้อื่น ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ฯลฯ" มาตรา ๓๓๔ บัญญัติว่า "ผู้ใดเอาทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต ฯลฯ" ซึ่งหากร่วมกระทำด้วยตั้งแต่สองคนขึ้นไปก็ผิดตามมาตรา ๓๓๕(๗) ดังนั้น หากผู้ใดร่วมกับผู้อื่นเอาเอกสาร (เช็ค) ของผู้อื่นไปโดยทุจริต ก็ย่อมมีความผิดตามมาตรา ๓๓๕ ด้วยอีกบทหนึ่ง ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม เห็นว่าจำเลยได้บรรเทาความเสียหายแก่โจทก์แล้ว ประกอบกับจำเลยเป็นผู้หญิง และไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยกระทำความผิดอาญามาก่อน จึงมีเหตุปราณีแก่จำเลย สมควรรอการลงโทษจำเลย พิพากษาแก้เป็นว่า อาศัยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ ให้รอการลงโทษจำเลยมีกำหนด ๒ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 200/2528 นายชัยเลิศ วิบุลลานนท์ โจทก์ นางสาววันเพ็ญ ศากรวิมล จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายชัยเลิศ วิบุลลานนท์ · จำเลย - นางสาววันเพ็ญ ศากรวิมล
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อำนวย อินทุภูติ · ดำริ ศุภพิโรจน์ · สมศักดิ์ เกิดลาภผล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญา - นายเสรี บุญยวิศุทธิ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายดำรง สายเชื้อ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7083/2538ฎีกา 9114/2552ฎีกา 681/2491ฎีกา 892/2497ฎีกา 712/2559ฎีกา 599/2532ฎีกา 6293/2541ฎีกา 1992/2530ฎีกา 20/2491ฎีกา 1795/2493ฎีกา 1411/2499ฎีกา 4225/2559ฎีกา 620/2490ฎีกา 119/2517ฎีกา 1368/2509ฎีกา 3814/2549ฎีกา 901/2480ฎีกา 18654/2555ฎีกา 4519/2544ฎีกา 2292/2540ฎีกา 16889/2555ฎีกา 967/2501ฎีกา 2108/2536ฎีกา 5723-5724/2531
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา