⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2010/2528

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2010/2528

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำความผิดฐานบังคับพาเอาตัวไปเพื่อการอนาจาร เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่ผู้กระทำความผิด.

ย่อคำพิพากษา

จำเลยฎีกาประสงค์จะให้ศาลฎีการับฟังข้อเท็จจริงว่าเหตุเกิดตามวันเวลาที่ผู้เสียหายเบิกความซึ่งแตกต่างไปจากที่ศาลอุทธรณ์รับฟังมาดังนี้ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284, 309, 310 ว่าเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทอันเป็นการแก้ไขเล็กน้อยเมื่อศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานนี้ไม่เกิน 5 ปีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 จำเลยกับพวกร่วมกันใช้อาวุธปืนขู่เข็ญและใช้กำลังฉุดผู้เสียหายจากในซอย ให้ขึ้นรถยนต์แล้วพาไปถึงโรงแรมแต่ผู้เสียหายหนีออกมาได้ การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียววาระเดียวโดยมีเจตนาเพียงอย่างเดียวคือการพาผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจารเท่านั้นแต่โดยลักษณะของการกระทำคือ การบังคับพาเอาตัวผู้เสียหายจากที่แห่งหนึ่งไปยังที่อีกแห่งหนึ่งเช่นนี้ ย่อมเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 และ 310 อยู่ในตัวการกระทำความผิดของจำเลยในส่วนนี้จึงเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 เนื่องจากการพิมพ์ผิดพลาดไปศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง ศาลชั้นต้นปรับบทลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2525 มาตรา 4มาด้วยตามคำขอของโจทก์นั้นปรากฏว่าจำเลยกระทำความผิดก่อนที่กฎหมายฉบับนี้จะออกมามีผลบังคับใช้โดย เพิ่มอัตราโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 ให้สูงขึ้นกฎหมายฉบับนี้จึงเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด และมิได้เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดจะนำมาปรับบทลงโทษจำเลยด้วยหาได้ไม่เมื่อศาลอุทธรณ์มิได้แก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นในเรื่องนี้ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.218 ประมวลกฎหมายอาญา ม.3 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.284 ประมวลกฎหมายอาญา ม.309 ประมวลกฎหมายอาญา ม.310 ประมวลกฎหมายอาญา ม.371

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๔, ๓๐๙, ๓๑๐, ๓๗๑, ๘๓, ๙๑ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๒๕ มาตรา ๔ พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗, ๘ ทวิ, ๗๒ ทวิ จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยผิดตามฟ้อง ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๒๖ มาตรา ๔ ฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารจำคุก ๓ ปี ฐานทำให้เสื่อมเสียอิสรภาพและหน่วงเหนี่ยวกักขัง จำคุก ๒ ปี ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก ๒ ปี ฐานพกพาอาวุธปืน ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีบทลงโทษหนักที่สุด จำคุก ๑ ปีรวมจำคุก ๘ ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร และฐานทำให้เสียเสรีภาพเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ซึ่งเป็นบทหนักจำคุก ๓ ปี เมื่อรวมกับโทษข้อหามีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่รับอนุญาตและพกพาอาวุธปืนแล้ว รวมจำคุก ๖ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยฎีกาว่าโจทก์ฟ้องอ้างว่าเหตุเกิดเมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๒๔ แต่ผู้เสียหายเบิกความว่าเหตุเกิดเมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๒๔ ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในทางพิจารณาจึงแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องซึ่งเป็นข้อสาระสำคัญและทำให้จำเลยหลงต่อสู้ เห็นว่า ศาลอุทธรณ์รับฟังข้อเท็จจริงว่าเหตุคดีนี้เกิดเมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๒๔ ตามที่โจทก์ฟ้อง ที่ผู้เสียหายเบิกความว่าเหตุเกิดเมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๒๔ อาจเป็นเพราะผู้เสียหายหลงลืมไป ฎีกาของจำเลยประสงค์จะให้ศาลฎีการับฟังข้อเท็จจริงว่าเหตุเกิดในวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๒๔ ซึ่งแตกต่างไปจากที่ศาลอุทธรณ์รับฟังมาจึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษาแกก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๔, ๓๐๙, ๓๑๐ ว่าเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทอันเป็นการแก้ไขเล็กน้อย เมื่อศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานนี้ไม่เกิน ๕ ปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘ โจทก์ฎีกาข้อแรกในปัญหาข้อกฎหมายว่า การที่จำเลยพาผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจารโดยใช้กำลังประทุษร้ายนั้นเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๔ กรรมหนึ่ง และเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๐๙, ๓๑๐ อีกกรรมหนึ่ง ขอให้ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายนี้ ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๒ ซึ่งศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่าวันเกิดเหตุเวลาประมาณ ๙ นาฬิกา จำเลยกับพวกอีกคนหนึ่งได้ร่วมกันใช้อาวุธปืนขู่เข็ญและใช้กำลังฉุดผู้เสียหายจากในซอยวิทยาลัยครูเพชรบุรี ถนนเพชรบุรี ให้ขึ้นรถยนต์แล้วพาไปถึงโรงแรมเทียนทองบริเวณสถานีรถไฟหัวลำโพง แต่ผู้เสียหายหลบหนีออกมาได้ ศาลฎีกาเห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียววาระเดียว โดยมีเจตนาเพียงอย่างเดียวคือการพาผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจารเท่านั้น แต่โดยลักษณะของการกระทำคือการบังคับพาเอาตัวผู้เสียหายจากที่แห่งหนึ่งไปยังอีกแห่งหนึ่ง เช่นนี้ย่อมเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๐๙ และมาตรา ๓๑๐ อยู่ในตัวการกระทำความผิดของจำเลยในส่วนนี้จึงเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทซึ่งต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ โจทก์ฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ เป็นการคลาดเคลื่อน ขอให้ศาลฎีกาแก้เป็นมาตรา ๒๘๔ นั้น ศาลฎีกาเห็นว่าที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาเช่นนั้นเนื่องจากการพิมพ์ผิดพลาดไป สมควรที่จะแก้ไขเสียให้ถูกต้อง อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นปรับบทลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๒๕ มาตรา ๔ มาด้วยตามคำขอของโจทก์นั้นปรากฏว่าจำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๒๔ ก่อนที่กฎหมายฉบับนี้จะออกมามีผลบังคับใช้โดยเพิ่มอัตราโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๔ ให้สูงขึ้น กฎหมายฉบับนี้ จึงเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดและมิได้เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดจะนำมาปรับบทลงโทษจำเลยด้วยหาได้ไม่เมื่อศาลอุทธรณ์มิได้แก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นในเรื่องนี้ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารฐานทำให้เสียเสรีภาพ และฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นนั้น จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๔, ๓๐๙, ๓๑๐ ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๔ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2010/2528 พนักงานอัยการกรมอัยการ โจทก์ นายวิชัย พิทักษ์ศักดิ์เสรี จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการกรมอัยการ · จำเลย - นายวิชัย พิทักษ์ศักดิ์เสรี
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สำเนียง ด้วงมหาสอน · พิชัย วุฒิจำนงค์ · อภินย์ ปุษปาคม
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญา - นายอุระ หวังอ้อมกลาง · ศาลอุทธรณ์ - นายชยากร ถายะพิงค์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 99/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 1588/2479ฎีกา 10648/2554ฎีกา 5305/2539ฎีกา 1268/2515ฎีกา 4276/2534ฎีกา 1715/2545ฎีกา 213/2554ฎีกา 1638/2492ฎีกา 633/2540ฎีกา 3911/2568ฎีกา 6416/2541ฎีกา 7281/2537ฎีกา 2963/2535ฎีกา 1666/2521ฎีกา 51/2502ฎีกา 11/2539ฎีกา 540/2485ฎีกา 149/2521ฎีกา 3310/2541ฎีกา 34/2521ฎีกา 9083/2544ฎีกา 472/2539
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา