⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2183/2528

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2183/2528

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. ทายาทของผู้ตายต้องรับผิดในหนี้สินของผู้ตายเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดแก่ตนไม่ได้ 2. การทำหนังสือรับสภาพหนี้โดยรู้ว่าตนปฏิบัติหน้าที่บกพร่อง ไม่ถือว่าเป็นการสำคัญผิดในสาระสำคัญของนิติกรรม 3. หนี้ที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความประมาทเลินเล่อ ไม่ใช่หนี้สินที่ต้องบังคับตามบทบัญญัติเรื่องสินสมรส 4. ที่ดินที่บิดายกให้บุตรซึ่งสมรสแล้ว โดยมิได้ระบุว่าเป็นสินส่วนตัว ถือเป็นสินสมรส

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินและรถยนต์ที่ ต. ลูกหนี้โจทก์ทำขึ้นก่อนตาย โดยขอให้ทายาทของ ต. รับผิดชดใช้หนี้สินของ ต. แก่โจทก์ด้วยนั้น แม้ปรากฏว่า ขณะฟ้อง ต. ไม่มีทรัพย์มรดกและทายาทก็ไม่ได้รับมรดกของ ต. การที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ดังกล่าว ก็เป็นการฟ้องเพื่อให้ทรัพย์ที่ ต. ยกให้บุคคลอื่น นั้นกลับมาเป็นทรัพย์มรดกของ ต. โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องทายาทในฐานะผู้รับมรดกของ ต. ให้รับผิดต่อโจทก์ได้ แต่ทายาทของ ต. ก็ไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตน การที่ศาลซึ่งพิจารณาคดีอาญาพิพากษายกฟ้องผู้ใต้บังคับบัญชาของ ต. ในข้อหายักยอกเงินของโจทก์แล้ว แต่ ต. ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาและเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และมีหน้าที่รับผิดชอบในเรื่องการเงินของโจทก์ ก็ยังทำหนังสือรับสภาพหนี้ยอมรับผิดชดใช้เงินของทางราชการที่ขาดหายไปให้แก่โจทก์แสดงว่า ต. คงจะรู้ว่าตนปฏิบัติหน้าที่บกพร่องจึงยอมทำหนังสือรับสภาพหนี้เช่นนั้น ดังนี้ จะถือว่า ต.ทำหนังสือรับสภาพหนี้ไปโดยสำคัญผิดในสาระสำคัญของนิติกรรมหาได้ ไม่ หนี้ที่ ต. ก่อให้เกิดขึ้นในระหว่างการสมรส เนื่องจาก ปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความประมาทเลินเล่อ จนต้องรับผิดชดใช้เงินให้ทางราชการนั้น มิใช่หนี้ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1482 เดิมหรือมาตรา 1490 ใหม่ ที่ดินที่บิดาจำเลยที่ 1 ยกให้จำเลยที่ 1 เมื่อจำเลย ที่ 1 สมรสกับ ต.แล้ว และการยกให้มิได้ระบุว่าให้ เป็นสินส่วนตัว ถือเป็นสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1466 เดิม ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะยกให้ ต. จึงมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้นอยู่ครึ่งหนึ่ง. กรณีที่ ต. ไม่มีทรัพย์สินอื่นนอกจากที่ดินและรถยนต์ พิพาทและต.มีหนี้ที่ค้างชำระอยู่เป็นเงินถึง 153,342 บาทเศษ ซึ่ง ต. รู้ดีว่าการผ่อนชำระให้แก่โจทก์ เดือนละ 300 บาท ย่อมไม่ทำให้หนี้หมดไปในขณะที่ ต.ยังมีชีวิตอยู่ ฉะนั้น การที่ ต. ให้ความยินยอมให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและรถยนต์พิพาทที่เป็นเจ้าของอยู่ด้วยครึ่งหนึ่ง ให้แก่บุตรโดยเสน่หาย่อมเป็นการทำให้เจ้าหนี้เสียเปรียบได้ แม้จำเลยจะมิใช่ผู้ที่ก่อหนี้ขึ้นโดยตรง แต่เมื่อจำเลยต้องรับผิดชอบชดใช้หนี้แก่โจทก์ในฐานะที่เป็นทายาทของ ต.และโจทก์ทวงถามแล้วจำเลยไม่ยอมชำระหนี้ จำเลยย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้ผิดนัด โจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจาก จำเลยได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.119 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.172 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.194 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.204 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.224 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.237 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1466 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1474 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1482 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1490 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1599 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1600 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1601

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

ืโจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นภริยาของ ต. มีบุตรด้วยกันคือจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ ขณะ ต. รับราชการในตำแหน่งเลขานุการกรมโจทก์ ได้ปฏิบัติหน้าที่ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้เงินของโจทก์สูญหายไป ๒๙๗,๑๐๔.๕๐ บาท และ ต. ได้ทำสัญญาผ่อนชำระให้โจทก์เดือนละ ๓๐๐ บาท จนกระทั่ง ต. ถึงแก่กรรมยังคงค้างชำระอยู่อีก ๑๕๓,๓๔๒.๑๐ บาท หนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ร่วมระหว่าง ต. กับจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ จึงต้องร่วมรับผิดด้วยและในระหว่างที่ ต. ผ่อนชำระหนี้โจทก์ ต. กับจำเลยที่ ๑ ได้โอนที่ดิน ๒ แปลงกับรถยนต์ ๑ คัน ซึ่งเป็นสินสมรสให้แก่จำเลยอื่น ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบไม่อาจยึดทรัพย์สินอื่นมาชำระหนี้ได้ ขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินและรถยนต์มาเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ และ ต. ตามเดิม และให้จำเลยที่ ๑ในฐานะลูกหนี้ร่วมและจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ ในฐานะทายาทผู้รับมรดกของ ต. ร่วมกันใช้เงิน พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ และที่ ๖ ให้การว่า ต. ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง ต. ไม่มีทรัพย์มรดก และ ต. ทำสัญญารับใช้หนี้แทนเพราะสำคัญผิดในสาระสำคัญของนิติกรรม หนี้ตามฟ้องไม่ใช่หนี้ร่วม ที่ดินเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ ๑ รถยนต์เป็นของสามีจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๑ ยกทรัพย์สินให้จำเลยอื่นโดยไม่มีเจตนาฉ้อฉลโจทก์ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการยกให้ที่ดินและรถยนต์ไม่ได้ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๕ ขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งหกในฐานะทายาทผู้รับมรดกของ ต. ชำระเงินให้แก่โจทก์ตามฟ้อง และให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินและรถยนต์ คำขอนอกนั้นให้ยก โจทก์และจำเลยทั้งหกอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์และจำเลยทั้งหกฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า ฟ้องของโจทก์ระบุว่า ต. ไม่มีทรัพย์มรดก โจทก์จึงฟ้องให้จำเลยรับผิดไม่ได้ และจำเลยไม่ได้รับมรดกของ ต.เห็นว่าตามคำฟ้องของโจทก์ระบุอยู่แล้วว่า ก่อนตาย ต. มีที่ดินและรถยนต์พิพาทร่วมกับจำเลยที่ ๑ แต่ ต. กับจำเลยที่ ๑ ยกทรัพย์พิพาทให้ผู้อื่นไปเสียเป็นการฉ้อฉลโจทก์โจทก์จึงฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลเพื่อให้ทรัพย์ดังกล่าวกลับมาเป็นทรัพย์มรดกของ ต. และจำเลยที่ ๑ ตามเดิม ฉะนั้นโจทก์จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยซึ่งเป็นทายาทในฐานะผู้รับมรดกของ ต. ให้รับผิดต่อโจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๙๙ และมาตรา ๑๖๐๐ ส่วนจำเลยซึ่งเป็นทายาทก็ไม่จำต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๐๑ ฎีกาของจำเลยในเรื่องนี้ฟังไม่ขึ้น ในปัญหาที่จำเลยฎีกาว่า ศาลซึ่งพิจารณาคดีอาญาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วว่าผู้ใต้บังคับบัญชาของ ต. มิได้ยักยอกเงินของโจทก์ไป การที่ ต. ทำสัญญารับสภาพหนี้ยอมชดใช้เงินของทางราชการที่ขาดหายไป จึงเป็นการสำคัญผิดในสาระสำคัญของนิติกรรมนั้น เห็นว่าในขณะที่ ต. ทำหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าว ต. เป็นเลขานุการกรมโจทก์ ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมดูแลการรับจ่าย เก็บรักษาเงินของทางราชการให้เป็นไปตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ เมื่อเงินของโจทก์ดังกล่าวขาดหายไป ย่อมแสดงอยู่ในตัวว่า ต. ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาใกล้ชิดปล่อยปละละเลย มิได้ตรวจสอบสมุดบัญชีเงินสดและสมุดบัญชีอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องรวมทั้งมิได้ตรวจเงินคงเหลือประจำวัน ตลอดจนเอกสารหลักฐานการเงินต่าง ๆ ซึ่ง ต. คงรู้อยู่แก่ใจว่าตนปฏิบัติหน้าที่บกพร่อง จึงยอมทำหนังสือรับสภาพหนี้ที่จะชำระหนี้ดังกล่าวให้โจทก์ ข้ออ้างของจำเลยที่ว่า ต. ไม่ได้ประมาทเลินเล่อ ไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุน และที่ศาลวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าผู้ใต้บังคับบัญชาของ ต. ทุจริตนั้น เป็นคนละเรื่องกับปัญหาที่ว่า ต.ประมาทเลินเล่อไม่ควบคุมดูแลข้าราชการใต้บังคับบัญชา เป็นเหตุให้เงินของทางราชการขาดหายไป จะนำเอาคำวินิจฉัยของศาลที่ไม่ให้ผู้ใต้บังคับบัญชาของ ต. รับผิดมาวินิจฉัยปะปนกับเรื่องนี้ไม่ได้ อีกประการหนึ่ง ต. เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่หนังสือรับสภาพหนี้ที่ ต. ทำขึ้นนั้น ล้วนแต่ทำขึ้นหลังจากที่ศาลพิพากษายกฟ้องคดีที่ผู้ใต้บังคับบัญชาของ ต. ถูกฟ้องเป็นจำเลยในข้อหายักยอกทรัพย์แล้วทั้งสิ้นซึ่งแสดงว่า ต. หาได้สำคัญผิดในสาระสำคัญของนิติกรรมแต่อย่างใดไม่ สำหรับปัญหาตามฎีกาของโจทก์ที่ว่า หนี้ที่ ต. ทำสัญญารับสภาพหนี้ยอมชดใช้หนี้ให้แก่ทางราชการนี้เป็นหนี้ร่วมระหว่าง ต. กับจำเลยที่ ๑ หรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่าแม้หนี้รายนี้จะเป็นหนี้ซึ่งก่อขึ้นในระหว่างสมรสของ ต. และจำเลยที่ ๑ แต่หนี้รายนี้ก็มิใช่หนี้ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๘๒ เดิมหรือมาตรา ๑๔๙๐ ที่บัญญัติใหม่ ฉะนั้นจึงไม่ใช่หนี้ร่วมที่จำเลยที่ ๑ จะต้องร่วมรับผิดด้วย ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๒๑๕ และ ๒๐๙๔๗ เป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ ๑ หรือไม่ พิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ฟังได้ว่า บิดาจำเลยที่๑ยกให้จำเลยที่ ๑ เมื่อจำเลยที่ ๑ สมรสกับ ต. แล้ว และการยกให้มิได้ระบุว่าให้เป็นสินส่วนตัว ฉะนั้น ที่พิพาทจึงเป็นสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๖๖ เดิม ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะยกให้ ต. จึงมีกรรมสิทธิ์ในที่พิพาทอยู่ครึ่งหนึ่ง จำเลยฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า ศาลจะเพิกถอนการฉ้อฉลไม่ได้ เพราะ ต. มิได้เป็นผู้ยกให้ ต. เป็นแต่เพียงผู้ให้ความยินยอมและขณะยกให้ ต. ต้องชำระหนี้เพียงเดือนละ ๓๐๐ บาท ซึ่ง ต. สามารถชำระได้นั้น พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ฟังได้ว่านอกจากที่ดินและรถยนต์พิพาทแล้ว ต. ไม่มีทรัพย์สินอย่างอื่นอีก สำหรับที่ดินแม้ชื่อในโฉนดจะเป็นชื่อของจำเลยที่ ๑ ผู้เดียว แต่เมื่อ ต. มีสิทธิเป็นเจ้าของอยู่ครึ่งหนึ่งในฐานะเป็นคู่สมรส การที่ ต. ให้ความยินยอมให้จำเลยที่ ๑ โอนที่ดินอันเป็นสินสมรสให้แก่บุตรโดยเสน่หา ก็ย่อมเป็นการฉ้อฉลได้ และหนี้ที่ ต. มีอยู่มิใช่เพียง ๓๐๐ บาท หากเป็นเงินถึง ๑๕๓,๓๔๒ บาท ๐๑ สตางค์ ซึ่ง ต. ย่อมรู้ดีว่าการชำระเพียงเดือนละ ๓๐๐ บาท ย่อมไม่ทำให้หนี้หมดไปได้ในขณะที่ ต. ยังมีชีวิตอยู่ ฉะนั้นการที่ ต. ยอมให้มีการโอนที่ดินดังกล่าวไปเสียก่อนในขณะตนมีชีวิตย่อมเป็นการทำให้เจ้าหนี้เสียเปรียบเพราะไม่มีทรัพย์สินอื่นของลูกหนี้ที่เจ้าหนี้จะยึดมาชำระหนี้ได้ ส่วนรถยนต์คันพิพาทก็ฟังได้ว่าเป็นของ ต. และจำเลยที่ ๑ ร่วมกัน ศาลจึงเพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินและรถยนต์ได้ ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยร่วมกันรับผิดในดอกเบี้ยของต้นเงิน ๑๕๓,๓๔๒ บาท ๐๑ สตางค์ นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จนั้น พิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อ ต. ถึงแก่กรรม จำเลยซึ่งเป็นทายาทจะต้องรับผิดชดใช้หนี้ให้แก่โจทก์ และเมื่อโจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยไม่ยอมชำระหนี้ จำเลยในฐานะทายาทย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้ผิดนัดและต้องรับผิดชดใช้ดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลย เพราะจำเลยไม่ได้เป็นผู้ก่อหนี้โดยตรงนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งหกในฐานะทายาทของ ต. ร่วมกันชดใช้ดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ตามฟ้องด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2183/2528 กรมสามัญศึกษา โจทก์ นางประไพพรรณ นวจินดา กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - กรมสามัญศึกษา · จำเลย - นางประไพพรรณ นวจินดา กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วีระ ทรัพยไพศาล · สุชาติ จิวะชาติ · ยรรยง อิทธิพงษ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนนทบุรี - นายมงคล คุปต์กาญจนากุล · ศาลอุทธรณ์ - นายนาม ยิ้มแย้ม
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6306/2551ฎีกา 10166/2539ฎีกา 681/2506ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 9577/2552ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 5531/2534ฎีกา 1889/2511ฎีกา 8680/2551ฎีกา 4873/2528ฎีกา 2345/2540ฎีกา 2460/2517ฎีกา 3745/2530ฎีกา 861/2540ฎีกา 863/2524ฎีกา 1170/2505ฎีกา 1123/2487ฎีกา 1593/2524
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา