⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3844/2528

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3844/2528

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
- สาขาของนิติบุคคลต่างประเทศที่ตั้งอยู่ในราชอาณาจักร ถือเป็นภูมิลำเนาของนิติบุคคลนั้น และโจทก์สามารถฟ้องคดีต่อศาลที่มีภูมิลำเนาของจำเลยตั้งอยู่ได้ - เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยประเด็นอำนาจฟ้องแล้ว แต่ยังวินิจฉัยประเด็นอื่นต่อไปอีก หากศาลอุทธรณ์เห็นว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจวินิจฉัยประเด็นอื่นต่อไปได้โดยไม่ต้องย้อนสำนวน - ในกรณีที่ไม่มีกฎหมายเฉพาะเกี่ยวกับการรับขนของทางทะเล ให้ปรับใช้บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในลักษณะรับขน ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง

ย่อคำพิพากษา

จำเลยเป็นบริษัทในต่างประเทศ สายเดินเรือเมอสก์ สาขากรุงเทพเป็นกิจการของจำเลย จึงเป็นสาขาของจำเลย เมื่อสาขาดังกล่าวมีสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ในเขตศาลชั้นต้น และได้ร่วมกระทำการ ในการขนส่งสินค้ารายพิพาท จึงถือว่าสำนักงานแห่งใหญ่ของสายเดินเรือเมอสก์ สาขากรุงเทพ เป็นภูมิลำเนาของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 71 วรรคสอง โจทก์ย่อมฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4(2) ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ แต่ให้ยกฟ้อง เนื่องจากโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์อุทธรณ์เรื่องอำนาจฟ้อง แม้จำเลยจะมิได้ยกประเด็นข้ออื่นขึ้นโต้แย้งไว้ในคำแก้อุทธรณ์ ก็หาทำให้ประเด็นดังกล่าวยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่เพราะการที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องแล้วยังวินิจฉัยประเด็นข้ออื่นต่อไปอีกก็โดยมีความประสงค์ว่าหากศาลอุทธรณ์ไม่เห็นด้วยในประเด็นเรื่องอำนาจฟ้อง จะได้วินิจฉัยประเด็นอื่นไปทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวน ดังนี้ เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง ศาลอุทธรณ์ก็ชอบที่จะวินิจฉัยประเด็นข้ออื่นต่อไป การที่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยให้ และจำเลยยกประเด็นดังกล่าวขึ้นฎีกาต่อมา ศาลฎีกาจึงสมควรวินิจฉัยไปทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอีก ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายว่าด้วยการรับขนของทางทะเลใช้บังคับ และไม่ปรากฏว่ามีประเพณีการขนส่งทางทะเลที่ถือปฏิบัติกันอยู่ จึงต้องนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะรับขน อันเป็นกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งมาปรับแก่คดี ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 625 ห้ามผู้ขนส่งกำหนดข้อความยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดไว้ในใบรับ ใบตราส่งหรือเอกสารอื่น ๆ ทำนองนั้นเว้นแต่ผู้ส่งจะแสดงความตกลงด้วยชัดแจ้ง เมื่อฟังไม่ได้ว่าผู้ส่งได้แสดงความตกลงด้วยแจ้งชัด ข้อความจำกัดความรับผิดจึงไม่มีผลใช้ยันผู้ส่งได้ และไม่อาจใช้ยันผู้รับตราส่ง ซึ่งได้รับช่วงสิทธิมาจากผู้ส่ง ตลอดจนผู้รับประกันภัยซึ่งรับช่วงสิทธิของผู้รับตราส่งมาอีกทอดหนึ่ง สัญญาประกันภัยมีผลบังคับตั้งแต่ผู้รับประกันภัยตกลงรับประกันภัย และได้ออกหนังสือรับประกันภัยล่วงหน้าให้แก่ผู้เอาประกันภัยไว้ สัญญาประกันภัยทำขึ้นก่อนผู้เอาประกันภัยทราบว่าสินค้าสูญหาย แม้ว่าผู้รับประกันภัยจะออกกรมธรรม์ประกันภัยให้หลังจากผู้เอาประกันภัยทราบว่าสินค้าสูญหายแล้ว สัญญาประกันภัยก็ไม่ตกเป็นโมฆะ ข้อกำหนดในสัญญาประกันภัยที่ว่าในกรณีวัตถุที่เอาประกันภัยสูญหาย ผู้เอาประกันภัยจะต้องบอกกล่าวให้ตัวแทนของผู้รับประกันภัยทราบเพื่อทำรายงานสำรวจเสียก่อน มิฉะนั้นจะไม่จ่ายเงินนั้น เป็นวิธีปฏิบัติเพื่อให้ผู้รับประกันภัยเชื่อถือได้ว่าสินค้าที่เอาประกันภัยสูญหายจริงเท่านั้น หากผู้รับประกันภัยเชื่อถือได้แน่นอนแล้วจะไม่ถือข้อกำหนดนี้เป็นสาระสำคัญก็ได้หา เป็นการผิดเงื่อนไขตามกรมธรรม์ประกันภัยไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.4 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.225 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.240 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.242 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.243 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.247 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.4 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.71 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.113 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.625 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.627 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.860 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.880

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลจดทะเบียนตามกฎหมายของประเทศเดนมาร์ก ประกอบกิจการค้าขนส่งทางทะเลระหว่างประเทศ มีสาขาในประเทศไทยใช้ชื่อว่า สายเดินเรือเมอสก์ สาขากรุงเทพ จำเลยที่ ๒ เป็นตัวแทนจำเลยที่ ๑ ในประเทศไทย จำเลยที่ ๑ ได้รับจ้างขนสินค้าเครื่องอะไหล่รถยนต์ ๑ ลังไม้จากประเทศสหรัฐอเมริกามาส่งให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดแสงชัยบูลย์ที่กรุงเทพมหานครโดยทางเรือ ห้างหุ้นส่วนจำกัดแสงชัยบูลย์ผู้รับตราส่งได้เอาประกันภัยไว้ต่อบริษัทโจทก์ เมื่อเรือมาถึงท่าเรือกรุงเทพ ปรากฏว่าสินค้าสูญหายไป โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยต้องชดใช้ค่าเสียหายทดแทนให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดแสงชัยบูลย์ไป จึงเป็นผู้รับช่วงสิทธิในอันที่จะเรียกร้องจากจำเลยในฐานะผู้ขนส่ง แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระ จึงขอให้พิพากษาบังคับ จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยมิได้มีสำนักทำการงานหรือสาขาในประเทศไทย คงมีแต่ตัวแทนจำเลยที่ ๒ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๑ ต่อศาลในประเทศไทยจำเลยที่ ๒ เป็นตัวแทนจำเลยที่ ๑ ในประเทศไทย แต่มิได้ทำสัญญารับขนส่งแทนจำเลยที่ ๑ ตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศ จึงไม่ต้องรับผิด สินค้าพิพาทมิได้สูญหายในระหว่างการขนส่ง ใบตราส่งจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งไว้ไม่เกิน๕๐๐ เหรียญสหรัฐ โจทก์ทำสัญญารับประกันภัยภายหลังจากได้พบการสูญหายของสินค้าแล้ว ถือว่าภัยเกิดขึ้นก่อนที่จะทำสัญญาประกันภัย สัญญาประกันภัยจึงเป็นโมฆะ และผู้เอาประกันภัยมิได้บอกกล่าวให้ผู้รับประกันภัยสำรวจความเสียหายตามข้อกำหนดในสัญญา โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องจากจำเลยขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยต้องรับผิดตามฟ้อง แต่โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๑ ต่อศาลชั้นต้น ส่วนจำเลยที่ ๒ เป็นตัวแทนไม่ต้องรับผิด พิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ ต่อศาลชั้นต้นได้ แต่ฟ้องให้จำเลยที่ ๒ ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่ได้ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๑ ชำระหนี้แก่โจทก์ตามฟ้อง จำเลยที่ ๑ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๑ ฎีกาเป็นประการแรกว่า จำเลยที่ ๑ ทั้งสองบริษัทมิได้มีภูมิลำเนาในประเทศไทย โจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ ๑ ต่อศาลชั้นต้นมิได้พิเคราะห์แล้วเห็นว่า สายเดินเรือเมอสก์เป็นกิจการของจำเลยที่ ๑ ทั้งสองบริษัทที่ประกอบกิจการร่วมกัน สายเดินเรือเมอสก์ สาขากรุงเทพ ฯ จึงเป็นสาขาของจำเลยที่ ๑ ทั้งสองบริษัทด้วย เมื่อสาขาดังกล่าวมีสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่เลขที่ ๒๓๑/๒ ถนนสาธรใต้ แขวงยานนาวา เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร ในเขตศาลชั้นต้น และได้ร่วมกระทำการในการขนส่งสินค้ารายพิพาท จึงถือว่าสำนักงานแห่งใหญ่ของสายเดินเรือเมอสก์ สาขากรุงเทพ ฯ เป็นภูมิลำเนาของจำเลยที่ ๑ ทั้งสองบริษัทสำหรับคดีนี้ด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๑ วรรคสอง โจทก์ย่อมฟ้องจำเลยที่ ๑ ต่อศาลชั้นต้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๔(๒) จำเลยที่ ๑ ฎีกาต่อไปอีกว่า จำเลยที่ ๑ ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วยเหตุ ๔ ประการ คือ สินค้าที่ขนส่งสูญหายไปก่อนที่จะบรรจุเข้าตู้คอนเทนเนอร์ มีเงื่อนไขตามข้อ ๕ แห่งใบตราส่งให้จำเลยที่ ๑ รับผิดชอบไม่เกิน ๕๐๐ เหรียญสหรัฐห้างหุ้นส่วนจำกัดแสงชัยบูลย์ได้เอาประกันภัยหลังจากไม่พบสินค้าแล้ว และห้างหุ้นส่วนจำกัดแสงชัยบูลย์มิได้ขอให้โจทก์ออกใบสำรวจความเสียหายตามเงื่อนไขในสัญญาประกันภัยก่อน พิเคราะห์แล้ว แม้เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยที่ ๑ ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง แต่ให้ยกฟ้องเนื่องจากโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๑ ต่อศาลชั้นต้น ครั้นโจทก์อุทธรณ์เรื่องอำนาจฟ้อง จำเลยที่ ๑ มิได้ยกประเด็นทั้งสี่ข้อนี้ขึ้นโต้แย้งไว้ในคำแก้อุทธรณ์ก็ตาม แต่เห็นว่าหาทำให้ประเด็นดังกล่าวยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ เพราะการที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๑ ต่อศาลชั้นต้นแล้วยังวินิจฉัยประเด็นทั้งสี่ต่อไปอีก ก็โดยมีความประสงค์ว่า หากศาลอุทธรณ์ไม่เห็นพ้องด้วยในประเด็นเรื่องอำนาจฟ้อง จะได้วินิจฉัยประเด็นอื่นไปทีเดียว ไม่ต้องย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นเหล่านั้นอีก ดังนี้ เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๑ ต่อศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ก็ชอบที่จะวินิจฉัยประเด็นทั้งสี่ต่อไป การที่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยให้และจำเลยที่ ๑ ยกประเด็นทั้งสี่ข้อดังกล่าวขึ้นฎีกาต่อมา ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยไปทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอีก ปัญหาที่ว่ามีเงื่อนไขตามข้อ ๕ แห่งใบตราส่งให้จำเลยที่ ๑ รับผิดชอบไม่เกิน ๕๐๐ เหรียญสหรัฐ จำเลยที่ ๑ จึงไม่ต้องรับผิดเกินจำนวนดังกล่าวนั้น เห็นว่า ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายว่าด้วยการรับขนของทางทะเลใช้บังคับและไม่ปรากฏว่ามีประเพณีการขนส่งทางทะเลที่ถือปฏิบัติกันอยู่ จึงต้องนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะรับขน ในหมวดรับขนของ อันเป็นกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งมาปรับแก่คดี ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๒๕ ห้ามผู้ขนส่งกำหนดข้อความยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดไว้ในใบรับ ใบตราส่งหรือเอกสารอื่น ๆ ทำนองนั้น เว้นแต่ผู้ส่งจะได้แสดงความตกลงด้วยชัดแจ้ง ปรากฏว่าข้อความจำกัดความรับผิดของจำเลยที่ ๑ ผู้ขนส่งดังกล่าวได้ระบุไว้ด้านหลังของใบขนสินค้าหรือใบตราส่ง เอกสารหมาย จ.๖ แต่หามีลายมือชื่อของผู้ส่งสินค้าลงไว้ในเอกสารฉบับนี้ด้วยไม่ จึงฟังไม่ได้ว่าผู้ส่งได้แสดงความตกลงด้วยชัดแจ้ง ข้อความจำกัดความรับผิดดังกล่าวไม่มีผลใช้ยันผู้ส่งได้ และไม่อาจใช้ยันห้างหุ้นส่วนจำกัดแสงชัยบูลย์ผู้รับตราส่ง ซึ่งได้รับช่วงสิทธิมาจากผู้ส่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๒๗ตลอดจนโจทก์ผู้รับประกันภัยซึ่งรับช่วงสิทธิของผู้รับตราส่งมาอีกทอดหนึ่งโจทก์จึงหาผูกพันให้ต้องเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ ๑ ได้เพียง ๕๐๐ เหรียญสหรัฐ ไม่ ปัญหาที่ว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดแสงชัยบูลย์ได้เอาประกันภัยหลังจากไม่พบสินค้าแล้ว การประกันภัยจึงเป็นโมฆะนั้น ได้ความว่าในการประกันภัยรายนี้ห้างหุ้นส่วนจำกัดแสงชัยบูลย์ได้สมัครเอาประกันภัยทางทะเลต่อบริษัทโจทก์เมื่อวันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๒๓ โจทก์ตกลงรับประกันภัยและออกหนังสือรับประกันภัยทางทะเลล่วงหน้าให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดแสงชัยบูลย์ไว้ มีข้อความว่า โจทก์ตกลงรับประกันภัยไว้ล่วงหน้าในวงเงิน ๑๒,๐๐๐ เหรียญสหรัฐอเมริกา สำหรับสินค้าเครื่องอะไหล่รถยนต์ ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.๑๑ เหตุที่โจทก์ยังไม่ออกกรมธรรม์ประกันภัยให้เพราะโจทก์ยังไม่ทราบชื่อเรือที่รับขนสินค้าและรายละเอียดอื่น ๆการเรียกเก็บเบี้ยประกันภัยโจทก์จะเรียกเก็บหลังจากออกกรมธรรม์ประกันภัยแล้ว ต่อมาวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๒๓ ห้างหุ้นส่วนจำกัดแสงชัยบูลย์ทราบว่าสินค้าที่ห้างสั่งซื้อสูญหายไป ครั้นวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๒๓ โจทก์จึงออกกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดแสงชัยบูลย์ ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.๑๒ ดังนี้เห็นว่า สัญญาประกันภัยทางทะเลระหว่างโจทก์กับห้างหุ้นส่วนจำกัดแสงชัยบูลย์มีผลบังคับตั้งแต่โจทก์ตกลงรับประกันภัยและได้ออกหนังสือรับประกันภัยทางทะเลล่วงหน้าในวันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๒๓ แล้ว หาใช่ห้างหุ้นส่วนจำกัดแสงชัยบูลย์เอาประกันภัยในวันที่โจทก์ออกกรมธรรม์ประกันภัยให้ในวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๒๓ ไม่ สัญญาประกันภัยทำขึ้นก่อนห้างหุ้นส่วนจำกัดแสงชัยบูลย์ทราบว่าสินค้าสูญหายแล้วและไม่ตกเป็นโมฆะดังจำเลยที่ ๑ อ้าง ปัญหาสุดท้ายที่ว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัดแสงชัยบูลย์มิได้ขอให้โจทก์ออกใบสำรวจความเสียหายตามเงื่อนไขในสัญญาประกันภัยก่อนโจทก์จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้ไปจึงไม่มีสิทธิเรียกร้องจากจำเลยที่ ๑ ข้อนี้ได้ความว่า กรมธรรม์ประกันภัยระหว่างโจทก์กับห้างหุ้นส่วนจำกัดแสงชัยบูลย์ตามเอกสารหมาย จ.๑๒ มีข้อความว่า ในกรณีมีการสูญหายหรือเสียหายแก่วัตถุที่เอาประกันภัย ต้องบอกกล่าวแก่ตัวแทน ในกรณีที่โจทก์ไม่มีตัวแทนก็ให้บอกกล่าวแก่ตัวแทนของลอยด์โดยพลัน และจะต้องได้รับรายงานสำรวจซึ่งลงนามโดยบุคคลดังกล่าว ถ้าปราศจากรายงานการสำรวจนั้นก็จะไม่จ่ายเงินเพื่อการสูญหายหรือเสียหาย เห็นว่า ข้อกำหนดดังกล่าวมีไว้เป็นวิธีปฏิบัติเพื่อให้ผู้รับประกันภัยเชื่อถือได้ว่าสินค้าที่เอาประกันภัยสูญหายหรือเสียหายจริงเท่านั้น หากผู้รับประกันภัยเชื่อถือได้แน่นอนแล้วจะไม่ถือข้อความนี้เป็นสาระสำคัญก็ได้ คดีนี้พนักงานการท่าเรือแห่งประเทศไทยได้ตรวจสอบแล้วปรากฏว่าสินค้าที่เอาประกันภัยไว้สูญหายไปจริงและได้ออกหนังสือรับรองไว้ตามเอกสารหมาย จ.๔ โจทก์เชื่อว่าสินค้าสูญหายไปจริงจึงจ่ายค่าสินไหมทดแทนไป หาเป็นการผิดเงื่อนไขตามกรมธรรม์ประกันภัยไม่ โจทก์จึงรับช่วงสิทธิมาเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ ๑ ได้ พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3844/2528 บริษัทสหนิรภัยประกันภัย จำกัด โจทก์ บริษัทดัมป์สกิปเซลสกาเบ็ท ฯ จำกัด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทสหนิรภัยประกันภัย จำกัด · จำเลย - บริษัทดัมป์สกิปเซลสกาเบ็ท ฯ จำกัด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมบูรณ์ บุญภินนท์ · สุพจน์ นาถะพินธุ · เพียร สุมิระ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายเลียบ ภิญญะวรรณ · ศาลอุทธรณ์ - นายเรืองสวัสดิ์ พรหมสาขา ณ สกล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 681/2506ฎีกา 770/2535ฎีกา 2439/2531ฎีกา 99/2541ฎีกา 3245/2534ฎีกา 8688/2551ฎีกา 4642/2540ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2409/2551ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 3136/2524ฎีกา 1889/2511ฎีกา 8680/2551ฎีกา 8735/2542ฎีกา 1360/2544ฎีกา 861/2540ฎีกา 863/2524ฎีกา 2657/2534ฎีกา 1170/2505ฎีกา 6321/2544ฎีกา 4432/2534ฎีกา 713/2512ฎีกา 8444/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา