⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3959/2528

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3959/2528

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สัญญาจำนองย่อมมีผลบังคับได้ตามกฎหมาย แม้จะมีสัญญาจะซื้อขายที่ดินแปลงเดียวกันอยู่ก่อนแล้วก็ตาม หากคู่สัญญามีเจตนาที่จะทำสัญญาจำนองโดยเฉพาะ และสามารถปฏิบัติตามข้อตกลงทั้งสองสัญญาได้

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ทั้งสามทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทจากจำเลย แต่ยังจดทะเบียนโอนกันไม่ได้เพราะผู้เช่าที่ดินพิพาทคัดค้าน โจทก์จำเลยตกลงกัน ให้จำเลยจำนองที่ดินพิพาทไว้แก่โจทก์เพื่อนำเงินไปไถ่ การขายฝากที่ดินพิพาทจาก จ. และให้จำเลยไปดำเนินการฟ้องขับไล่ ผู้เช่าออกจากที่ดินพิพาทก่อนแล้วจำเลยจะจดทะเบียนโอนขายกรรมสิทธิ์ ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ต่อไป เมื่อคู่กรณีเจรจาตกลงกันเช่นนี้คู่กรณี ทั้งสองฝ่ายสามารถปฏิบัติตามข้อตกลงที่ตกลงกันนั้นได้ ทั้งสัญญาจำนอง และสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทตามเจตนาที่ตกลงกัน มิใช่ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายหรือสัญญาจำนองอย่างหนึ่งอย่างใดได้ ดังนั้น สัญญาจำนองจึงมิใช่เป็นนิติกรรมอำพรางสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาท สัญญาจำนองย่อมมีผลบังคับได้ตามกฎหมาย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.118 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.702

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ทั้งสามฟ้องว่าจำเลยจำนองที่ดินพิพาทไว้กับโจทก์เป็นเงิน ๓๔๔,๐๐๐ บาท เมื่อถึงกำหนดแล้วไม่ไถ่ถอนการจำนองจึงขอให้จำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์ตามฟ้องพร้อมทั้งดอกเบี้ย จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่าเดิมจำเลยขายฝากที่ดินพิพาทไว้กับนายจำปี ีต่อมาโจทก์ทั้งสามตกลงซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยโดยจะไปไถ่ถอนการขายฝากจากนายจำปีก่อน ในระหว่างที่เจ้าพนักงานที่ดินกำลังจะจดทะเบียนการไถ่ถอนการขายฝากนั้นมีผู้เช่าที่ดินพิพาทไปคัดค้าน โจทก์จำเลยจึงตกลงกันให้จำเลยจำนองที่ดินพิพาทไว้เพื่ออำพรางสัญญาจะซื้อขาย โดยให้โจทก์ทั้งสามมีสิทธิตามสัญญาจะซื้อขายดังกล่าวและตกลงกันต่อไปว่าเมื่อจำเลยฟ้องขับไล่ผู้เช่าออกจากที่ดินพิพาทแล้วจำเลยจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ทั้งสามต่อไป ส่วนสัญญาจำนองเป็นนิติกรรมอำพรางไม่มีผลใช้บังคับได้ เมื่อจำเลยฟ้องขับไล่ผู้เช่าออกไปแล้วบอกให้โจทก์มารับโอนที่ดินพิพาท แต่โจทก์ไม่ไปรับโอน จำเลยถือว่าโจทก์ผิดสัญญาจึงริบมัดจำเป็นเหตุให้โจทก์ไม่พอใจ โจทก์ไม่ยอมออกจากที่ดินพิพาทและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเป็นเหตุให้จำเลยเสียหายเป็นเงิน ๑๖,๖๕๐ บาท ขอให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสาม ขอให้ขับไล่โจทก์ทั้งสามออกจากที่ดินของจำเลยห้ามเกี่ยวข้องและให้โจทก์ทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหายตามฟ้องให้แก่จำเลย โจทก์ทั้งสามให้การแก้ฟ้องแย้งว่าโจทก์ทั้งสามยอมรับว่าได้ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทจากจำเลยและขณะนั้นที่ดินพิพาทอยู่ระหว่างขายฝากไว้แก่นายจำปีจริงในระหว่างที่กำลังดำเนินการเพื่อไถ่ถอนการขายฝากเพื่อโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์นั้น มีนายสุวรรณผู้เช่าที่ดินพิพาทคัดค้าน จำเลยไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อขายได้ โจทก์ทั้งสามจึงบอกเลิกสัญญาจะซื้อขายแก่จำเลยพร้อมทั้งเรียกเงินมัดจำคืน และเรียกค่าเสียหายจากจำเลย จำเลยได้ขอกู้เงินโจทก์ ๓๔๔,๐๐๐บาท เพื่อนำเงินไปไถ่ถอนการขายฝากโดยจำนองที่ดินพิพาทไว้กับโจทก์ เมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้โจทก์จึงได้ฟ้อง จำเลยไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ยกฟ้องแย้งจำเลย ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์ทั้งสามและจำเลยทำสัญญาจำนองที่ดินพิพาทด้วยความสมัครใจ โดยเลิกสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทจึงมีผลบังคับได้ตามกฎหมายพิพากษาให้จำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์ตามฟ้องพร้อมทั้งดอกเบี้ย ให้ยกฟ้องแย้งจำเลย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า สัญญาจำนองมิได้อำพรางนิติกรรมสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทเพราะเลิกสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทกันไปแล้ว แต่ที่ดินพิพาทยังเป็นของจำเลยและโจทก์ทั้งสามเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท จึงเป็นการละเมิดต่อจำเลยต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่จำเลยปีละ ๕,๔๐๐ บาท พิพากษาแก้เป็นว่าให้โจทก์ทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยปีละ ๕,๔๐๐ บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสามและจำเลยทำนิติกรรมจำนองที่ดินพิพาทเป็นนิติกรรมอำพรางนิติกรรมสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสามหรือไม่นั้น เห็นว่าข้อเท็จจริงตามที่คู่ความนำสืบฟังได้ว่าในวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๒๐ โจทก์ทั้งสามและจำเลยพร้อมด้วยทนายความของทั้งสองฝ่ายไปที่สำนักงานที่ดินจังหวัดนครปฐม เพื่อจดทะเบียนขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสามตามสัญญาจะซื้อขายและในขณะเดียวกันก็จดทะเบียนไถ่การขายฝากที่ดินพิพาทจากนายจำปีด้วย แต่ในระหว่างที่กำลังยื่นเรื่องราวขอจดทะเบียนอยู่นั้นได้มีนายสุวรรณมาร้องคัดค้านว่าตนเป็นผู้เช่าที่ดินพิพาทส่วนหนึ่งมีสิทธิที่จะซื้อที่ดินพิพาทก่อน จึงตกลงจดทะเบียนซื้อขายที่ดินกันไม่ได้ ต่อจากนั้นโจทก์ทั้งสามได้เจรจาหารือกัน แล้วตกลงให้จำเลยจำนองที่ดินพิพาทไว้แก่โจทก์ทั้งสามเป็นเงิน ๓๔๔,๐๐๐ บาท เพื่อนำเงินจำนวนนี้ไปไถ่การขายฝากที่ดินพิพาทจากนายจำปีไว้ก่อนและให้จำเลยไปดำเนินการฟ้องขับไล่นายสุวรรณออกจากที่ดินพิพาทเสียก่อนแล้วจำเลยจะจดทะเบียนโอนขายกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสามต่อไปศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อคู่กรณีเจรจาตกลงกันเช่นนี้คู่กรณีทั้งสองฝ่ายสามารถปฏิบัติตามข้อตกลงกันนั้นได้ ทั้งสัญญาจำนองและสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทตามเจตนาที่ตกลงกัน มิใช่ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาจำนองอย่างหนึ่งอย่างใดได้ดังนั้น สัญญาจำนองจึงมิใช่เป็นนิติกรรมอำพรางสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาท สัญญาจำนองย่อมมีผลใช้บังคับตามกฎหมาย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3959/2528 นายสายหยุด อรุณรัตน์ กับพวก โจทก์ นายกรี ทับไกร จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายสายหยุด อรุณรัตน์ กับพวก · จำเลย - นายกรี ทับไกร
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุชาติ จิวะชาติ · วีระ ทรัพยไพศาล · อำนวย เปล่งวิทยา
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนครปฐม - นายยิ่งยง ธัญธรรมรัตน์ · ศาลอุทธรณ์ - นายจรัส อุดมวรชาติ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1038-1039/2509ฎีกา 4/2534ฎีกา 30/2548ฎีกา 1441/2545ฎีกา 5280/2548ฎีกา 764/2502ฎีกา 3115/2535ฎีกา 1524/2511ฎีกา 11488/2554ฎีกา 6383/2534ฎีกา 1576/2525ฎีกา 1587/2555ฎีกา 3009/2552ฎีกา 1361/2492ฎีกา 399/2521ฎีกา 1010/2496ฎีกา 531/2537ฎีกา 165/2527ฎีกา 2832/2528ฎีกา 1486/2518ฎีกา 2909/2522ฎีกา 2205/2535ฎีกา 2577/2535ฎีกา 4372/2545
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา