คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4054/2528
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่โจทก์ฟ้องคดีเกี่ยวกับสินสมรส จำเลยจะอ้างข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1475 วรรคท้าย โดยมิได้ให้การไว้โดยชัดแจ้งหาได้ไม่ และศาลมีอำนาจงดชี้สองสถานและงดสืบพยานได้ หากคดีพอวินิจฉัยได้แล้ว.
ย่อคำพิพากษา
จำเลยให้การปฏิเสธฟ้องของโจทก์ว่าโจทก์เป็นหญิงมีสามีแต่โจทก์ไม่ได้แนบหนังสือให้ความยินยอมมาท้ายคำฟ้อง ฟ้องของโจทก์ไม่สมบูรณ์ตามกฎหมายโดยมิได้อ้างเหตุแห่งการนี้ว่าที่พิพาทเป็นสินสมรส จึงไม่มีปัญหาที่จะต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1479 จำเลยจะอ้างข้อสันนิษฐานตามมาตรา 1475 วรรคท้ายมาใช้โดยจำเลยมิได้ให้การไว้โดยชัดแจ้งหาได้ไม่ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 182 มิได้บังคับให้มีการชี้สองสถานทุกคดีไป เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้วก็ย่อมมีอำนาจงดชี้สองสถานและงดสืบพยานโจทก์จำเลยได้ ไม่เป็นการขัดต่อกฎหมาย
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่พิพาท และเรียกค่าเสียหาย
จำเลยให้การว่า นางสอิ้ง ภูมิสวัสดิ์ มารดาจำเลย ผู้เช่าที่พิพาทจากโจทก์มีข้อตกลงกับโจทก์เป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่า และสิทธิตามสัญญาต่างตอบแทนตกทอดเป็นมรดกแก่จำเลย โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้อง และฟ้องไม่สมบูรณ์ เพราะโจทก์เป็นหญิงมีสามีแต่ไม่ได้แนบหนังสือให้ความยินยอมมาท้ายคำฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้ว จึงสั่งงดสืบพยานแล้วพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกจากที่พิพาท และชดใช้ค่าเสียหาย
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่หญิงมีสามีฟ้องคดีโดยต้องมีหนังสือให้ความยินยอมของสามีเป็นกรณีเฉพาะการฟ้องคดีเกี่ยวกับสินสมรสเท่านั้น เพราะสามีและภริยาเป็นผู้จัดการสินสมรสร่วมกัน แต่ถ้าเป็นสินส่วนตัวแล้วภริยาย่อมฟ้องคดีได้โดยลำพัง จำเลยให้การปฏิเสธฟ้องของโจทก์ว่าโจทก์เป็นหญิงมีสามี แต่โจทก์ไม่ได้แนบหนังสือให้ความยินยอมมาท้ายคำฟ้อง ฟ้องของโจทก์ไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย โดยมิได้อ้างเหตุแห่งการนี้ว่าที่พิพาทเป็นสินสมรส ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าไม่มีปัญหาที่จะต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1479 จึงถูกต้องแล้ว จำเลยจะอ้างข้อสันนิษฐานตามมาตรา 1474 วรรคท้ายมาใช้โดยจำเลยมิได้ให้การไว้โดยชัดแจ้งหาได้ไม่
และคดีจะมีการชี้สองสถานได้ก็ต่อเมื่อคู่ความทั้งสองฝ่ายยื่นคำขอให้ชี้สองสถาน หรือถ้าศาลเห็นว่าการชี้สองสถานจะกระทำให้การพิจารณาคดีง่ายเข้ามิใช่บังคับให้มีการชี้สองสถานทุกคดีไป คดีนี้ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้ว จึงงดชี้สองสถานและงดสืบพยานโจทก์จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าศาลชั้นต้นมีอำนาจกระทำได้ไม่เป็นการขัดต่อกฎหมายจึงถูกต้องแล้ว
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4054/2528
นางเนย จันทร์ดี โจทก์
นายพินิจ ภูมิสวัสดิ์ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นางเนย จันทร์ดี · จำเลย - นายพินิจ ภูมิสวัสดิ์ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | อำนวย เปล่งวิทยา · สุชาติ จิวะชาติ · วีระ ทรัพยไพศาล |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา