⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4540/2528

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4540/2528

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
กรมสรรพากรมีอำนาจสั่งยึดทรัพย์สินของผู้เสียภาษีอากรค้างเพื่อนำมาชำระหนี้ภาษีอากรได้โดยไม่ต้องขอหมายศาล และห้ามมิให้ผู้ใดทำลาย ย้าย ซ่อนเร้น หรือโอนทรัพย์สินที่ถูกยึดนั้น

ย่อคำพิพากษา

กรมสรรพากรจำเลยสั่งยึดที่พิพาทโดยอาศัยอำนาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 ที่บัญญัติว่า "ภาษีอากรซึ่งต้องเสียหรือนำส่งตามลักษณะนี้ เมื่อถึงกำหนดชำระแล้ว ถ้ามิได้เสียหรือนำส่งให้ถือเป็นภาษีอากรค้าง" วรรคสอง บัญญัติว่า"เพื่อให้ได้รับชำระภาษีอากรค้างให้อธิบดีมีอำนาจสั่งยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากรหรือนำส่งภาษีอากรได้ทั่วราชอาณาจักรโดยมิต้องขอให้ศาลออกหมายยึดหรือสั่ง อำนาจดังกล่าวอธิบดีจะมอบให้รองอธิบดีหรือสรรพากรเขตก็ได้" จำเลยจึงมีอำนาจสั่งยึดที่พิพาทอันเป็นทรัพย์สินของบริษัท บ. เพื่อขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้ค่าภาษีอากรที่บริษัทค้างชำระจำเลยได้ และตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 ทวิ ได้บัญญัติบังคับไว้ว่า "เมื่อได้มีคำสั่งยึดหรืออายัดตามมาตรา 12 แล้ว ห้ามผู้ใดทำลาย ย้ายไปเสีย ซ่อนเร้น หรือโอนไปให้แก่บุคคลอื่นซึ่งทรัพย์สินที่ถูกยึดหรืออายัดดังกล่าว" โจทก์อ้างสิทธิจากการซื้อขายที่ตกเป็นโมฆะ ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยถอนการยึดที่พิพาท

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.456 ประมวลรัษฎากร ม.12

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 ซื้อที่ดินมีโฉนด 1 แปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากบริษัทบวรนคร จำกัด โดยโจทก์ที่ 1 ชำระราคาให้บริษัทครบถ้วนแล้ว บริษัทได้ทำหนังสือมอบให้โจทก์ที่ 1 ไว้เพื่อทำการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ต่อมาโจทก์ที่ 1 ขายที่ดินดังกล่าวให้โจทก์ที่ 2 โดยให้โจทก์ที่ 2 เป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์จากบริษัทบวรนครจำกัด แทนโจทก์ที่ 1 แต่ไม่สามารถกระทำได้ เพราะแผนกสรรพากรอำเภอเมืองเชียงใหม่ยึดไว้และมีคำสั่งให้ระงับการจำหน่ายจ่ายโอนหรือทำนิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวเนื่องจากบริษัทบวรนคร จำกัด ค้างชำระภาษีอากร ขอให้เพิกถอนการยึดที่ดินดังกล่าว จำเลยให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทบวรนคร จำกัดบริษัทบวรนคร จำกัด ค้างชำระหนี้ภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีกาคค้าปี พ.ศ. 2522 จำเลยจึงใช้อำนาจยึดที่พิพาทตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า กรมสรรพากร จำเลยสั่งยึดที่พิพาทโดยอาศัยอำนาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 ที่บัญญัติว่า "ภาษีอากรซึ่งต้องเสียหรือนำส่งตามลักษณะนี้ เมื่อถึงกำหนดชำระแล้ว ถ้ามิได้เสียหรือนำส่งให้ถือเป็นภาษีอากรค้าง" วรรคสอง บัญญัติว่า "เพื่อให้ได้รับชำระภาษีอากรค้าง ให้อธิบดีมีอำนาจสั่งยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากรหรือนำส่งภาษีอากรได้ทั่วราชอาณาจักรโดยมิต้องขอให้ศาลออกหมายยึด หรือสั่ง อำนาจดังกล่าวอธิบดีจะมอบให้รองอธิบดีหรือสรรพากรเขตก็ได้" ดังนั้น จำเลยจึงมีอำนาจสั่งยึดที่พิพาทอันเป็นทรัพย์สินของบริษัทบวรนคร จำกัด เพื่อขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้ค่าภาษีอากรที่บริษัท ค้างชำระจำเลยได้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวซึ่งตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 ทวิ ได้บัญญัติบังคับไว้ว่า "เมื่อได้มีคำสั่งยึดหรืออายัดตามมาตรา 12 แล้ว ห้ามผู้ใด ทำลาย ย้ายไปเสีย ซ่อนเร้น หรือโอนไปให้แก่บุคคลอื่นซึ่งทรัพย์สินที่ถูกยึดหรืออายัดดังกล่าว" ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยถอนการยึดที่พิพาท พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4540/2528 นายชัย ชัยแจ่มเลิศ กับพวก โจทก์ กรมสรรพากร จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายชัย ชัยแจ่มเลิศ กับพวก · จำเลย - กรมสรรพากร
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อำนวย อินทุภูติ · ดำริ ศุภพิโรจน์ · สมศักดิ์ เกิดลาภผล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5692/2538ฎีกา 3375/2532ฎีกา 170/2497ฎีกา 681/2506ฎีกา 942-943/2515ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 5317/2538ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 1776/2512ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 1889/2511ฎีกา 8680/2551ฎีกา 861/2540ฎีกา 863/2524ฎีกา 1170/2505ฎีกา 1593/2524ฎีกา 4470/2543ฎีกา 713/2512ฎีกา 1194/2527
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา