⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3882/2529

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3882/2529

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หลักกฎหมายที่วางไว้คือ: * การอ้างว่าคำฟ้องโจทก์เคลือบคลุมโดยไม่ระบุว่าส่วนใดไม่ชัดแจ้งและไม่ชัดแจ้งอย่างไร ถือเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งและไม่เป็นประเด็นข้อพิพาทที่ต้องวินิจฉัย * สัญญาค้ำประกันที่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันรับผิดชดใช้ค่าปรับแทนหากผู้ต้องหาหลบหนีและนายประกันถูกปรับ ถือว่ามีผลบังคับได้ ไม่เป็นการเอารัดเอาเปรียบและไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน * เมื่อศาลสั่งปรับนายประกันแล้ว ผู้ค้ำประกันตามสัญญาดังกล่าวมีหน้าที่ต้องชำระค่าปรับและไถ่ถอนหลักทรัพย์คืนทันที โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องบังคับตามสัญญาได้โดยไม่ต้องรอให้มีการขายทรัพย์สิน

ย่อคำพิพากษา

จำเลยให้การว่าคำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมเพราะไม่แสดง โดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหา และคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นเป็นการยกถ้อยคำในกฎหมายมาอ้าง โดยมิได้บรรยายว่าสภาพแห่งข้อหาคำขอคำบังคับหรือข้ออ้างในคำฟ้องของโจทก์ข้อใดที่ไม่ชัดแจ้ง และไม่ชัดแจ้งอย่างไร คำให้การจำเลยจึงแสดงเหตุไม่ชัดแจ้ง ไม่มีประเด็นว่าฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่ แม้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้ ก็เป็นการไม่ชอบ ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามฎีกา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย จำเลยทำสัญญาค้ำประกันไว้ต่อโจทก์ก่อนโจทก์จะนำหลักทรัพย์ไปประกันตัวผู้ต้องหาโดยมิได้ระบุมูลค่าแห่งความรับผิดไว้แน่นอนเพื่อให้โจทก์ประกันผู้ต้องหาในคดีอาญาจากศาล โดยทำสัญญาไว้ว่า ถ้าผู้ต้องหาหลบหนีและนายประกันถูกปรับ จำเลยรับชดใช้ค่าปรับแทนจนครบถ้วน สัญญาค้ำประกันดังกล่าวไม่เป็นการเอารัดเอาเปรียบจำเลยแต่ประการใด เพราะหากโจทก์ไม่นำหลักทรัพย์ไปประกันตัวผู้ต้องหา สัญญาค้ำประกันที่ทำกันไว้ก็ไม่มีผลบังคับ ส่วนจำนวนความรับผิดก็เป็นไปตามที่ศาลจะตีราคาประกันและสั่งปรับเมื่อผิดสัญญาประกันต่อไป สัญญาดังกล่าวจึงใช้บังคับได้ หาขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่ สัญญาค้ำประกันดังกล่าวกำหนดว่า 'หากข้าพเจ้าปล่อยให้จำเลยหลบหนีด้วยเหตุใด ๆ ก็ดี ถ้านายประกันถูกปรับหรือถูกริบทรัพย์ ข้าพเจ้าจะเป็นผู้รับชดใช้ค่าปรับแทนนายประกันจนครบถ้วนและจะเป็นผู้รับไถ่ถอนหลักทรัพย์ที่จำนองประกันคืนแก่นายประกันโดยมิชักช้า' ดังนี้เพียงแต่โจทก์ถูกศาลสั่งปรับจำเลยก็มีหน้าที่ต้องชำระค่าปรับไถ่ถอนหลักทรัพย์ที่ประกันคืนแก่โจทก์แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องบังคับจำเลยให้ปฏิบัติตามสัญญาได้ ไม่ต้องรอให้มีการขายทรัพย์อันเป็นหลักประกันก่อน ค่าทนายความเป็นค่าฤชาธรรมเนียมอย่างหนึ่งซึ่งศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจกำหนดจำนวนตามกฎหมาย และสั่งในคำพิพากษาให้ฝ่ายใดชดใช้แก่ฝ่ายใดหรือให้เป็นพับกันไปก็ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161, 167 และตาราง 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ดังนี้การที่สัญญาค้ำประกันกำหนดให้จำเลยต้องชดใช้ค่าทนายความแก่โจทก์ผิดแผกแตกต่างไปจากกฎหมาย อันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงใช้บังคับมิได้ ข้อนี้เป็นเรื่องอำนาจฟ้องอันเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.54 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.161 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.167 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.177 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.183 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.225 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.4 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.113 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.680 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.681

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าของที่ดินคนละแปลง จำเลยทำสัญญาค้ำประกันไว้ต่อโจทก์ทั้งสาม โดยให้โจทก์ทั้งสามร่วมกันยื่นหลักทรัพย์ดังกล่าวประกันตัวนายกิมหยูต่อศาล ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวตีราคาประกันจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ในสัญญาค้ำประกันจำเลยตกลงว่าจะดูแลนายกิมหยูไมให้หลบหนีหากหลบหนีและนายประกันถูกปรับ จำเลยรับจะชดใช้ค่าปรับแทนจนครบถ้วนและจะเป็นผู้รับไถ่ถอนหลักทรัพย์คืนโจทก์โดยไม่ชักช้า เมื่อโจทก์เรียกร้องหรือมีการฟ้องร้อง จำเลยยอมเสียค่าใช้จ่ายต่าง ๆ แก่โจทก์ด้วย ต่อมานายกิมหยูหลบหนีศาลชั้นต้นสั่งปรับโจทก์ทั้งสามเป็นเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท และยึดที่ดินดังกล่าวเพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ โจทก์ทั้งสามติดต่อให้จำเลยชำระค่าปรับแทนโจทก์หรือไถ่ถอนหลักทรัพย์ตามสัญญาหลายครั้งแต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์ต้องจ้างทนายความฟ้องคดีนี้อีก ๒๐,๐๐๐ บาท ขอให้พิพากษาให้จำเลยชำระค่าปรับของศาลชั้นต้นแทนโจทก์ทั้งสามจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท และให้จำเลยชำระค่าจ้างทนายความแทนจำนวน ๒๐,๐๐๐ บาทให้โจทก์ทั้งสาม รวมเป็นเงิน ๑๒๐,๐๐๐ บาท หากจำเลยไม่ยอมชำระเงินให้โจทก์ทั้งสามหรือชำระไม่ทัน จนศาลได้ขายทอดตลาดทรัพย์ของโจทก์ไป ให้จำเลยชำระเงินตามราคาที่แท้จริงของทรัพย์สินพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๑๒๐,๐๐๐ บาทแก่โจทก์ นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การว่า คดีอาญาตามฟ้องอยู่ในระหว่างการบังคับคดียึดทรัพย์สินยังไม่มีการขายทอดตลาด ไม่อาจทราบได้ว่าความเสียหายที่แท้จริงของโจทก์มีเพียงใด โจทก์ยังไม่ได้รับความเสียหาย ไม่ใช่ผู้เสียหายจึงไม่มีอำนาจฟ้องฟ้องโจทก์เคลือบคลุม สัญญาค้ำประกันระหว่างโจทก์ทั้งสามและจำเลยเป็นโมฆะไม่มีผลบังคับ เพราะทำขึ้นขณะโจทก์ทั้งสามยังไม่ได้นำทรัพย์สินไปยื่นประกันตัวนายกิมหยู และเกิดก่อนที่ศาลจะอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว เมื่อสัญญาประกันของศาลอันเป็นหนี้ประธานยังไม่เกิด สัญญาค้ำประกันเป็นหนี้อุปกรณ์จึงไม่มีผลบังคับ สัญญาขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน สัญญาจ้างว่าความระหว่างโจทก์กับทนายความเป็นโมฆะเพราะไม่ประสงค์ผูกพันกันตามสัญญา แต่ทำขึ้นโดยเจตนาลวง เพื่ออำพรางบุคคลภายนอก ทั้งการมาฟ้องเรียกค่าจ้างว่าความก็เป็นการซ้ำซ้อนเพราะโจทก์มีสิทธิขอให้ศาลกำหนดค่าทนายความแก่โจทก์อยู่แล้ว ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม ให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๑๒๐,๐๐๐ บาทแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ยกคำขออื่น ให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โจทก์มีสิทธิได้รับค่าทนายความตามหนี้ให้คำพิพากษาจากจำเลยได้อยู่แล้ว จึงไม่กำหนดค่าทนายความซึ่งจำเลยต้องชดใช้แทนให้อีก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยให้การไว้เพียงว่า คำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมเพราะไม่แสดงโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น เห็นว่า เป็นการยกถ้อยคำในกฎหมายมาอ้าง โดยมิได้บรรยายว่าสภาพแห่งข้อหา คำขอ คำบังคับหรือขออ้างในคำฟ้องของโจทก์ข้อใดที่ไม่ชัดแจ้ง และไม่ชัดแจ้งอย่างไร คำให้การจำเลยจึงแสดงสาเหตุไม่ชัดแจ้ง ไม่มีประเด็นว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ แม้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้ ก็เป็นการไม่ชอบ ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามฎีกา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย การที่สัญญาค้ำประกันตามเอกสารหมาย จ.๒ ทำขึ้นในลักษณะดังที่จำเลยฎีกา ไม่เป็นการเอารัดเอาเปรียบจำเลยแต่อย่างใด เพราะหากโจทก์ไม่นำหลักทรัพย์ไปประกันตัวนายกิมหยู แซ่ซือ สัญญาค้ำประกันที่ทำไว้ก็ไม่มีผลบังคับ ส่วนจำนวนความรับผิดก็เป็นไปตามที่ศาลจะตีราคาประกันและสั่งปรับเมื่อผิดสัญญาประกันต่อไป นอกจากนั้นสัญญาค้ำประกันหนี้ในอนาคตอันมีลักษณะทำนองเดียวกับสัญญาในคดีนี้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๖๘๑ วรรคสอง ก็อนุญาตให้ทำได้ สัญญาค้ำประกันตามเอกสารหมาย จ.๒ จึงใช้บังคับได้ หาขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่ ที่จำเลยฎีกาต่อไปว่าเจ้าพนักงานบังคับคดียังไม่ได้ทำการขายทอดตลาดทรัพย์ของโจทก์ ยังไม่อาจทราบได้ว่าความเสียหายของโจทก์ที่สูญเสียทรัพย์สินที่แท้จริงมีมากน้อยเพียงใด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น พิเคราะห์แล้ว หนังสือค้ำประกันที่จำเลยทำไว้ต่อโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.๒ ข้อ ๒ กำหนดว่า "หากข้าพเจ้าปล่อยให้จำเลยหลบหนีด้วยเหตุใด ๆ ก็ดี ถ้านายประกันถูกปรับหรือถูกริบทรัพย์ข้าพเจ้าจะเป็นผู้รับชดใช้ค่าปรับแทนนายประกันจนครบถ้วนและจะเป็นผู้รับไถ่ถอนหลักทรัพย์ที่จำนองประกันคืนแก่นายประกันโดยมิชักช้า" ดังนี้เห็นว่าเพียงแต่โจทก์ถูกศาลสั่งปรับจำเลยก็มีหน้าที่ต้องชำระค่าปรับไถ่ถอนหลักทรัพย์ที่ประกันคืนแก่โจทก์แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องบังคับจำเลยให้ปฏิบัติตามได้ ไม่ต้องรอให้มีการขายทรัพย์อันเป็นหลักประกันก่อน ค่าทนายความเป็นค่าฤชาธรรมเนียมอย่างหนึ่งซึ่งศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจกำหนดจำนวนตามกฎหมาย และสั่งในคำพิพากษาให้ฝ่ายใดชดใช้แก่ฝ่ายใดหรือให้เป็นพับกันไปก็ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๖๑ มาตรา ๑๖๗ และตาราง ๖ ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง สัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.๒ ข้อ ๓ กำหนดว่า "ถ้าจำเลยหลบหนีนายประกันมีความประสงค์จะออกข่าวหน้าหนังสือพิมพ์หรือให้รางวัลนำจับและตลอดจนค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่นายประกันเสียไป ข้าพเจ้าผู้ให้สัญญาจะเป็นผู้รับชดใช้ให้แก่นายประกันโดยมิชักช้าในเมื่อนายประกันเรียก และหากมีการฟ้องร้องข้าพเจ้าผู้ให้สัญญาจะยินยอมเป็นผู้รับเสียค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้แก่นายประกันโดยมิชักช้า" ข้อความตอนท้ายเป็นการตกลงให้จำเลยต้องชดใช้ค่าทนายความแก่โจทก์ผิดแผกแตกต่างไปจากบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง อันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงใช้บังคับมิได้ ข้อนี้เป็นเรื่องอำนาจฟ้องอันเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัย พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องชำระค่าจ้างว่าความจำนวน ๒๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยของเงินจำนวนนี้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3882/2529 นาย เทพ มุกขะกัง กับพวก โจทก์ นายวีระศักดิ์ ศรีตระกูล จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย เทพ มุกขะกัง กับพวก · จำเลย - นายวีระศักดิ์ ศรีตระกูล
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมบูรณ์ บุญภินนท์ · สุพจน์ นาถะพินธุ · เพียร สุมิระ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดอุดรธานี - นายธนสิทธิ์ นิลกำแหง · ศาลอุทธรณ์ - นายพนม พ่วงภิญโญ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 770/2535ฎีกา 99/2541ฎีกา 1452/2511ฎีกา 1342/2509ฎีกา 3245/2534ฎีกา 2409/2551ฎีกา 2834/2527ฎีกา 7903/2568ฎีกา 3099/2524ฎีกา 3219/2534ฎีกา 3136/2524ฎีกา 2572/2541ฎีกา 1360/2544ฎีกา 1765/2492ฎีกา 861/2540ฎีกา 2657/2534ฎีกา 6321/2544ฎีกา 4432/2534ฎีกา 8444/2538ฎีกา 2170/2517ฎีกา 533/2521ฎีกา 2610/2538ฎีกา 10842/2558ฎีกา 9571/2544
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา