⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3976/2529

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3976/2529

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้จัดการสมาคมและมูลนิธิเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลและมีอำนาจฟ้องคดีแทนสมาคมและมูลนิธิ ส่วนกรรมการไม่มีอำนาจดังกล่าว การฟ้องคดีแพ่งเป็นการบังคับตามสิทธิที่มีอยู่แล้ว ไม่ใช่การทำนิติกรรม

ย่อคำพิพากษา

เมื่อมีข้อโต้แย้งสิทธิของสมาคมและมูลนิธิ ผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนคือผู้จัดการสมาคมและมูลนิธิซึ่งเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคล กรรมการสมาคมและมูลนิธิไม่มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคล ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องคดี การฟ้องคดีแพ่ง มิใช่เป็นการทำนิติกรรม เพราะมิได้มุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลเพื่อจะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงับซึ่งสิทธิ ตามความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 112 หากแต่เป็นกรณีที่ฟ้องขอให้บังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่แล้วและถูกโต้แย้งสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ดังนั้น แม้ตราสารของมูลนิธิจะให้อำนาจโจทก์ซึ่งเป็นกรรมการของมูลนิธิ ทำนิติกรรมของมูลนิธิได้ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.88 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.112 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1285

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า สมาคมศาสนาสัมพันธ์และมูลนิธิชินนะปูโตอนุสรณ์มีโจทก์ที่ ๑ เป็นอุปนายกคนที่ ๑ ของสมาคมและรองประธานมูลนิธิ โจทก์ที่ ๒ เป็นอุปนายกคนที่ ๒ ของสมาคม โจทก์ที่ ๓ เป็นเลขาธิการสมาคมและเป็นเลขาธิการกิติศักดิ์ของมูลนิธิ โจทก์ที่ ๔ เป็นบรรณารักษ์ของสมาคม โจทก์ที่ ๕ และที่ ๖ เป็นปฏิคมของสมาคม โจทก์ที่ ๗ เป็นเหรัญญิกกิติศักดิ์ของมูลนิธิโจทก์ที่ ๘ เป็นรองเหรัญญิกกิติมศักดิ์ของมูลนิธิ โจทก์ที่ ๙ เป็นปฏิคมของมูลนิธิ โจทก์ที่ ๑ กับพวกได้รับอนุญาตให้ใช้ที่ดินถ้าเขาพระ ตำบลดอนทราย อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี ทำสำนักวิปัสสนาและทำเกษตรสาธิต ซึ่งต่อมาสมาคมและมูลนิธิดัวกล่าวได้ย้ายสำนักงานใหญ่มาอยู่ที่ถ้ำเขาพระด้วย เมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๒๔ จำเลยที่ ๔ ซึ่งเป็นเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ จำเลยที่ ๑ ได้มีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตให้จัดตั้งสมาคมและมูลนิธิดังกล่าว เป็นเหตุให้สมาคมและมูลนิธิดังกล่าวไม่สามารถดำเนินการตามความประสงค์ได้ จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๔ กระทำไปโดยไม่มีอำนาจตามกฎหมาย โจทก์ได้อุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ ๑ ต่อจำเลยที่ ๕ ซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๕ กลับมีคำสั่งยกอุทธรณ์ของโจทก์โดยไม่ได้ทำคำวินิจฉัยเป็นการไม่ชอบ กรมศิลปากร จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นผู้อนุญาตให้โจทก์ใช้ที่ดินบริเวณเขาถ้ำพระโดยจำเลยที่ ๖ ได้มีหนังสือถึงโจทก์ที่ ๑ กับพวกเพิกถอนการใช้ที่ดินและจำเลยที่ ๓ ยังแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจว่ากรรมการบริหารของสมาคมและมูลนิธิบุกรุกเข้าถ้าพระโบราณสถานซึ่งจำเลยที่ ๓ เป็นผู้อนุญาตให้ใช้ได้ การกระทำของจำเลยที่ ๓ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคบจำเลยให้ดำเนินการให้สมาคมและมูลนิธิกลับคืนสู่สภาพเดิม และดำเนินการให้ใส่ชื่อสมาคมในทะเบียนสมาคมจังหวัดราชบุรี ถอนการยึดทรัพย์สินของสมาคมและมูลนิธิ อนุญาตให้โจทก์ที่ ๑ กับพวกใช้ที่ดินเขาถ้ำพระได้ต่อไป และชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์๑,๐๐๐,๐๐๐ บาทพร้อมดอกเบี้ย จำเลยทั้งแปดให้การว่า โจทก์ทั้งเก้าไม่มีอำนาจฟ้องเพราะมิใช่ผู้มีอำนาจกระทำการแทนสมาคมและมูลนิธิ ฟ้องเกี่ยวกับค่าเสียหายเคลือบคลุมโจทก์ทั้งเก้าไม่ได้รับความเสียหาย จำเลยปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย สมาคมและมูลนิธิปล่อยให้นายสุชาติ โกศลกิติวงศ์ ผู้จัดการสมาคมและมูลนิธิกระทำการอันเสื่อมเสียวัฒนธรรมแห่งชาติ ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ จึงได้เพิกถอนใบอนุญาตจัดตั้งสมาคมและมูลนิธิเสีย และเพิกถอนการใช้ที่ดินบริเวณถ้ำเขาพระด้วย จำเลยปฏิบัติหน้าที่โดยชอบแล้ว ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งเก้าอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ทั้งเก้าฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่า ข้อที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ทั้งเก้ามีอำนาจฟ้องจำเลยเพราะเป็นผู้มีส่วนได้เสียนั้น เห็นว่าการกระทำของจำเลยตามฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องโต้แย้งสิทธิของสมาคมและมูลนิธิซึ่งมีสภาพเป็นนิติบุคคลต่างหากจากตัวโจทก์ ผู้มีส่วนได้เสียในเรื่องนี้ก็คือนิติบุคคลที่ถูกโต้แย้งสิทธิเท่านั้นเมื่อนิติบุคคลดังกล่าวมีผู้จัดการสมาคมและมูลนิธิเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนอยู่คือนายสุชาติ โกศลกิติวงศ์ ผู้จัดการสมาคมและมูลนิธิดังกล่าว โจทก์ซึ่งเป็นเพียงกรรมการนิติบุคคลแต่ไม่มีอำนาจกระทำการแทน ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องคดี ข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าโจทก์ที่ ๑ ที่ ๓ ฟ้องคดีแทนมูลนิธิในฐานะรองประธานกรรมการและเลขาธิการ ตามอำนาจในตราสารมูลนิธิซึ่งให้อำนาจทำนิติกรรมของมูลนิธิและการฟ้องคดีก็เป็นการทำนิติกรรมอย่างหนึ่งนั้น เห็นว่า การฟ้องคดีมิใช่เป็นการทำนิติกรรม เพราะมิได้มุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล เพื่อจะก่อเปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงับซึ่งสิทธิตามความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๒ หากแต่เป็นกรณีที่ฟ้องขอให้ศาลบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่แล้วและถูกโต้แย้งสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธิพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๕ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3976/2529 นายคลุ้ม วัชโรบล กับพวก โจทก์ โดยนายฉันท์ บุรารักษ์ ผู้รับมอบอำนาจ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายคลุ้ม วัชโรบล กับพวก · ผู้รับมอบอำนาจ - โดยนายฉันท์ บุรารักษ์ · จำเลย - สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อำนวย เปล่งวิทยา · สุชาติ จิวะชาติ · เสรี แสงศิลป์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายอรรถวิทย์ วรรธนวินิจ · ศาลอุทธรณ์ - นายส่อง สุขะปุณณพันธ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 162/2512ฎีกา 818/2536ฎีกา 404/2526ฎีกา 108/2545ฎีกา 344/2531ฎีกา 9671/2539ฎีกา 7177/2545ฎีกา 1073/2508ฎีกา 1249/2526ฎีกา 1490/2535ฎีกา 1854/2493ฎีกา 2620/2517ฎีกา 2893/2531ฎีกา 5360/2546ฎีกา 5693/2549ฎีกา 673/2526ฎีกา 1812/2506ฎีกา 1281-1283/2493ฎีกา 704/2522ฎีกา 1029/2519ฎีกา 1565/2543ฎีกา 2618/2526ฎีกา 852/2511ฎีกา 1218/2534
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา