คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 949/2529
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การมีและใช้เครื่องชั่งที่ผิดอัตราเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. มาตราชั่ง ตวง วัดฯ และการกระทำดังกล่าวอันเป็นเจตนาเดียว ถือเป็นความผิดกรรมเดียว แม้ศาลชั้นต้นลงโทษมาเป็นสองกระทง ศาลฎีกาสามารถแก้ไขให้ถูกต้องได้เนื่องเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย.
ย่อคำพิพากษา
เมื่อน้ำหนักจริง 1 กก. ใช้เครื่องชั่งของจำเลยจะชั่งได้เพียง 800 ก. จำเลยซึ่งเป็นผู้ขายย่อมเสียเปรียบ ผู้ซื้อในการที่น้ำหนักจริงของสินค้าของตนขาดหายไป 200 ก.กทุก 1 กก.ของน้ำหนักจริง ดังนั้น การที่จำเลย มีและใช้เครื่องชั่งดังกล่าว จึงมิใช่เป็นการเอาเปรียบ ในการค้า ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 270 จำเลยมีและใช้เครื่องชั่งที่ผิดอัตราอันเป็นความผิดตาม พระราชบัญญัติมาตราชั่ง ตวง วัดฯ มาตรา 31 ในวันเวลาเดียวกัน เท่ากับว่าจำเลยมีเจตนาอันเดียวการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดกรรมเดียวเมื่อศาลล่างลงโทษมาเป็น 2 กระทง แม้จำเลยจะมิได้ฎีกา แต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศาลฎีกาแก้ไขให้ถูกต้องได้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติมาตราชั่ง ตวง วัด พ.ศ. 2466 มาตรา 31, 38ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 270, 33, 91 จำเลยรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่งฐานมีเครื่องชั่งที่ไม่ถูกต้อง จำคุก 1 เดือนฐานใช้เครื่องชั่งที่ผิดอัตรา จำคุก 2 เดือน ของกลางริบศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 270 ลงโทษในความผิดตามพระราชบัญญัติมาตราชั่ง ตวง วัดฯ มาตรา 31 ฐานมีเครื่องชั่ง ปรับ 100 บาท ฐานใช้เครื่องชั่ง ปรับ 100 บาทลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงปรับ 100 บาท โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ปัญหาวินิจฉัยคงมีว่าการกระทำของจำเลยจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 270 หรือไม่ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องได้ความว่าเครื่องชั่งที่จำเลยมีไว้นั้น น้ำหนักจริง 1 กิโลกรัมใช้เครื่องชั่งของจำเลยจะชั่งได้ 800 กรัม โดยจำเลยเป็นฝ่ายใช้เครื่องชั่งดังกล่าวชั่งสินค้าของตนขายให้ผู้ซื้อ เห็นว่าเมื่อน้ำหนักจริง 1 กิโลกรัม ใช้เครื่องชั่งของจำเลยชั่งจะได้เพียง800 กรัม จำเลยซึ่งเป็นผู้ขายย่อมเสียเปรียบผู้ซื้อในการที่น้ำหนักจริงของสินค้าของตนขาดหายไป 200 กรัม ทุก 1 กิโลกรัมของน้ำหนักจริง ดังนั้นการที่จำเลยมีและใช้เครื่องชั่งดังกล่าวตามฟ้อง จึงมิใช่เป็นการเอาเปรียบในการค้า ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 270 ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้วฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
แต่ที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยเป็นสองกระทงนั้น ปรากฏตามคำฟ้องของโจทก์ว่า จำเลยมีและใช้เครื่องชั่งที่ผิดอัตราในวันเวลาเดียวกัน เท่ากับว่าจำเลยมีเจตนาอันเดียวกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดกรรมเดียวถึงแม้จำเลยจะมิได้ฎีกาแต่ก็เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง"
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยฐานใช้เครื่องชั่งที่ผิดอัตรากระทงเดียวปรับ 100 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 50 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 949/2529
อัยการ สุโขทัย โจทก์
นาง ประกอบ อินทร์ กอง จำเลย
2...LAWS จำเลย
ประมวลกฎหมายอาญา จำเลย
มาตรา 91, 270 จำเลย
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จำเลย
มาตรา 195 จำเลย
พระราชบัญญัติ มาตราชั่งตวงวัด จำเลย
พ.ศ. 2466 จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - อัยการ สุโขทัย · จำเลย - นาง ประกอบ อินทร์ กอง · จำเลย - 2...LAWS · จำเลย - ประมวลกฎหมายอาญา · จำเลย - มาตรา 91, 270 · จำเลย - ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา · จำเลย - มาตรา 195 · จำเลย - พระราชบัญญัติ มาตราชั่งตวงวัด · จำเลย - พ.ศ. 2466 |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | พิชัย วุฒิจำนงค์ · อภินย์ ปุษปาคม · ยรรยง อิทธิพงษ์ |
| แหล่งที่มา | เนติบัณฑิตยสภา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา