คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1173/2530
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การยกประเด็นข้อกฎหมายที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวในศาลอุทธรณ์ขึ้นฎีกาในชั้นศาลฎีกาต้องห้ามตามกฎหมาย เว้นแต่จะเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน. การที่ศาลชั้นต้นมิได้หยิบยกคำเบิกความของพยานจำเลยมาวินิจฉัย เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการวินิจฉัยพยานหลักฐานของศาล ซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ต้องห้ามอุทธรณ์.
ย่อคำพิพากษา
ฎีกาที่ว่าศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงว่ามีการปลดหนี้ให้แก่จำเลยเป็นการรับฟังข้อเท็จจริงนอกฟ้อง ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้นเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย แต่เมื่อมิได้ยกขึ้นว่ากันมาในศาลอุทธรณ์เพิ่งจะยกขึ้นในชั้นฎีกา ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 ประกอบกับมาตรา 225 แม้ฎีกาข้อนี้จะเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยก็ตาม ศาลฎีกาเห็นว่าไม่สมควรรับวินิจฉัยให้ ฎีกาที่ว่าศาลชั้นต้นมิได้หยิบยกคำเบิกความของพยานจำเลยปากมาวินิจฉัย เป็นการรับฟังข้อเท็จจริงผิดต่อกฎหมายนั้นเป็นฎีกาโต้เถียง ดุลพินิจ ในการวินิจฉัยชั่ง น้ำหนักพยานหลักฐานของศาลอันเป็นปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงฯ มาตรา 22.
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3
ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำสั่งให้ประทับฟ้อง
จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพ จำเลยที่ 4 ให้การปฏิเสธต่อมาโจทก์ถอนฟ้องสำหรับคดีจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ศาลชั้นต้นอนุญาตและพิจารณาเฉพาะคดีของจำเลยที่ 4 ต่อไป
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องคดีสำหรับจำเลยที่ 4
โจทก์อุทธรณ์ว่าศาลชั้นต้นมิได้หยิบยกคำเบิกความของพยานจำเลย2 ปากมาประกอบการวินิจฉัย เป็นการมิชอบด้วยการชั่งน้ำหนักคำพยาน
ศาลอุทธรณ์เห็นว่าอุทธรณ์โจทก์เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22 ที่แก้ไขแล้วพิพากษาให้ยกอุทธรณ์โจทก์
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัย่า "ตามฎีกาข้อแรกของโจทก์ที่ว่า ศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงว่ามีการปลดหนี้ให้แก่จำเลยที่ 4 เป็นการรับฟังข้อเท็จจริงนอกฟ้อง ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ฎีกาข้อนี้เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย แต่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วแต่ในศาลอุทธรณ์ เพิ่งจะยกขึ้นในชั้นฎีกาต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 195 ประกอบกับมาตรา 225 ฎีกาข้อนี้แม้จะเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยก็ตาม ศาลฎีกาเห็นว่าไม่สมควรรับวินิจฉัยให้
ส่วนฎีกาข้อสองของโจทก์ที่ว่า ศาลชั้นต้นมิได้หยิบยกคำเบิกความของพยานจำเลยบางปากมาวินิจฉัยเป็นการฟังข้อเท็จจริงผิดต่อกฎหมายอันเป็นปัญหาข้อกฎหมายมิใช่ปัญหาข้อเท็จจริงดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยนั้น เห็นว่าการโต้เถียงดุลพินิจในการวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของศาลเป็นปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงพ.ศ. 2499 มาตรา 22 ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1173/2530
บริษัท ทวี ภัณฑ์อีเล็คทริค จำกัด โจทก์
บริษัท เอส.ซี.เซฟตี้เซนเตอร์ จำกัด กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - บริษัท ทวี ภัณฑ์อีเล็คทริค จำกัด · จำเลย - บริษัท เอส.ซี.เซฟตี้เซนเตอร์ จำกัด กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ชวลิต นราลัย · อภินย์ ปุษปาคม · ประวิทย์ ขัมภรัตน์ |
| แหล่งที่มา | สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ