คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1329/2530
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้ทรงเช็คที่ได้เช็คมาโดยการส่งมอบย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย และผู้ที่อ้างว่าเช็คไม่มีมูลหนี้จะต้องพิสูจน์ให้ได้ตามข้อกล่าวอ้างนั้น
ย่อคำพิพากษา
จำเลยออกเช็คพิพาทสั่งจ่ายเงินให้แก่ผู้ถือ เช็คดังกล่าวย่อมโอนกันได้ด้วยการส่งมอบแก่กัน การที่โจทก์มีเช็คพิพาทไว้ในครอบครองจึงถือว่าโจทก์เป็นผู้ทรงโดยชอบ
เมื่อจำเลยอ้างว่าเช็คพิพาทไม่มีมูลหนี้ต่อกัน จำเลยก็ต้องนำพยานหลักฐานมาสืบให้รับฟังได้ตามข้อกล่าวอ้าง จำเลยมีเพียงตัวจำเลยและ ส.มาเบิกความว่าจำเลยชำระเงินตามเช็คพิพาทหมดแล้วโดยไม่มีหลักฐานการชำระเงินมาแสดงว่าจำเลยได้ชำระให้แก่ผู้ใดไปเป็นเงินเท่าใดพยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ตามข้อกล่าวอ้าง จำเลยจึงต้องรับผิดชำระเงินตามเช็ค.(ที่มา-ส่งเสริม)
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีนี้โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องว่าโจทก์เป็นผู้ทรงเช็คพิพาท โดยมีจำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายให้แก่ผู้ถือและผู้ถือชำระหนี้ให้แก่โจทก์เมื่อเช็คถึงกำหนดโจทก์นำเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บ แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ขอให้จำเลยชำระเงินตามเช็ค
จำเลยให้การว่า ไม่เคยมีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ เช็คตามฟ้องจำเลยออกให้แก่ยนต์กิจทัวร์เพื่อประกันความเสียหายในการเล่นแชร์ โดยมิได้ลงวันที่สั่งจ่าย โดยมีข้อตกลงกันว่าไม่มีการเรียกเก็บและจำเลยได้ผ่อนส่งชำระให้แก่ยนต์กิจทัวร์ไปเรียบร้อยแล้ว
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำเลยชำระเงินตามฟ้องโจทก์
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาพิพากษาว่า "โจทก์มีเช็คพิพาทมาเป็นหลักฐานว่าจำเลยได้ออกเช็คพิพาทสั่งจ่ายเงินจำนวน 352,500 บาท ให้แก่ผู้ถือซึ่งเช็คพิพาทดังกล่าวย่อมโอนกันได้ด้วยการส่งมอบแก่กัน การที่โจทก์มีเช็คพิพาทไว้ในครอบครองจึงถือว่าโจทก์เป็นผู้ทรงโดยชอบแล้ว เมื่อจำเลยกล่าวอ้างว่าเช็คพิพาทไม่มีมูลหนี้ต่อกันและโจทก์รับโอนมาโดยมิชอบ จำเลยก็ต้องนำพยานหลักฐานมาสืบให้รับฟังได้ตามข้อกล่าวอ้างแต่จำเลยคงมีตัวจำเลยและนายสานิตย์ พรรัตน์พิทักษ์มาเบิกความเพียงว่าจำเลยชำระเงินตามเช็คพิพาทหมดแล้ว โดยไม่มีหลักฐานการชำระเงินมาแสดงว่าจำเลยได้ชำระให้แก่ผู้ใดไปเป็นเงินเท่าใด การชำระเงินเป็นจำนวนมาก ๆ เช่นนี้น่าจะมีเอกสารการรับเงินมาแสดงเป็นหลักฐานให้เชื่อถือได้ ที่จำเลยนำสืบว่านายเทพรักษ์ เหลืองสุวรรณ หุ้นส่วนผู้จัดการห้างโจทก์เป็นบุตรเขยของนายเกรียงก็ไม่ปรากฏว่านายเทพรักษ์รับเช็คพิพาทมาโดยไม่ชอบอย่างไร ดังนั้นที่นายเทพรักษ์พยานโจทก์เบิกความว่านายเกรียงนำเช็คพิพาทมาแลกเงินสดจากโจทก์โดยโจทก์มิได้คิดดอกเบี้ยจึงมีเหตุผลที่เป็นไปได้ เพราะนายเทพรักษ์เป็นบุตรเขยนายเกรียงอาจให้แลกเงินไปโดยไม่คิดประโยชน์ตอบแทนก็ได้ นอกจากนี้นายสานิตย์พยานจำเลยก็มีเรื่องพิพาทกับบริษัทของนายเกรียงอาจเบิกความเข้าข้างจำเลย พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ตามข้อกล่าวอ้าง จำเลยจึงต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาท ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1329/2530
ห้างหุ้นส่วนจำกัดเฉลิมรัชต์ โจทก์
นายกิตติ กิตติธีระนนท์ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - ห้างหุ้นส่วนจำกัดเฉลิมรัชต์ · จำเลย - นายกิตติ กิตติธีระนนท์ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สุนทร จันทรศักดิ์ · สมศักดิ์ เกิดลาภผล · สาระ เสาวมล |
| แหล่งที่มา | สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ