คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1712/2530
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่จำเลยฎีกาโต้แย้งเพื่อขอให้มีการสืบพยาน จึงไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใด เพราะถึงอย่างไรจำเลยไม่อาจนำสืบข้อเท็จจริงให้แตกต่างไปจากคำให้การที่ตนได้ยอมรับแล้วได้.
ย่อคำพิพากษา
โจทก์ฟ้องจำเลยให้ชำระหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อ จำเลยให้การว่าเป็นการซื้อขายเสร็จเด็ดขาด และคงค้างชำระเงินบางส่วนศาลชั้นต้นงดสืบพยาน และพิพากษาให้จำเลยชำระเงินน้อยกว่าเงินที่จำเลยรับว่าเป็นหนี้โจทก์ ดังนี้การที่จำเลยฎีกาโต้แย้งเพื่อขอให้มีการสืบพยานจึงไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใด เพราะถึงอย่างไรจำเลยไม่อาจนำสืบข้อเท็จจริงให้แตกต่างไปจากคำให้การที่ตนได้ยอมรับแล้วได้.(ที่มา-ส่งเสริม)
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ทำสัญญาเช่าซื้อทองรูปพรรณของโจทก์ต่อมาจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อเป็นเวลาสองงวดติดต่อกันโจทก์จึงได้บอกเลิกสัญญาและขอให้จำเลยคืนทองรูปพรรณทั้งหมดจำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยส่งมอบทองรูปพรรณที่เช่าซื้อตามสัญญาแก่โจทก์ ถ้าไม่ส่งมอบก็ให้จำเลยชำระราคาเป็นเงิน84,320 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวจนกว่าจะชำระราคาให้โจทก์เสร็จ
จำเลยให้การว่า ได้ซื้อทองรูปพรรณจากโจทก์ตามสำเนาสัญญาท้ายฟ้องจริงแต่เป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด ไม่ใช่สัญญาเช่าซื้อกรรมสิทธิ์ในทองรูปพรรณจึงตกเป็นของจำเลย จำเลยได้ชำระราคาไปแล้วเป็นเงิน 23,740 บาท ยังคงค้างชำระพร้อมดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 63,742 บาท
ในวันชี้สองสถานศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานและพิพากษาให้จำเลยส่งมอบทองรูปพรรณแก่โจทก์ หากไม่สามารถส่งมอบให้ชำระราคาเป็นเงินทั้งสิ้น 62,328.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน 60,580 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกาประเด็นเดียวว่า หนี้ที่จำเลยยังค้างชำระอยู่บางส่วนนั้นเป็ฯจำนวนเท่าใด การที่ศาลชั้นต้นด่วนตัดพยานและวินิจฉัยคดีไปเลยนั้นทำให้จำเลยหมดโอกาสที่จะนำสืบข้อเท็จจริงในประเด็นดังกล่าว
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...เห็นว่าจำเลยได้ให้การยอมรับแล้วว่าได้ชำระเงินให้โจทก์ไปแล้วเป็นบางส่วน และยังคงติดค้างเมื่อคิดรวมกับดอกเบี้ยนับจากวันผิดนัดจนถึงวันฟ้องเป็นเงินรวมทั้งสิ้น63,742 บาท ซึ่งจำเลยยินยอมที่จะชำระเงินจำนวนดังกล่าวนี้ให้แก่โจทก์ และปรากฏว่าจำนวนเงินที่ศาลชั้นต้นคิดดอกเบี้ยนับจากวันผิดนัดตามสัญญาแต่ละฉบับเป็นต้นไปจนถึงวันฟ้องรวมเป็นเงินที่จำเลยจะต้องรับผิดชดใช้ให้แก่โจทก์จำนวน 62,328.40 บาท ซึ่งน้อยกว่าจำนวนเงินที่จำเลยยอมรับว่ายังคงเป็นหนี้โจทก์อยู่เสียด้วยซ้ำอันนับเป็นคุณแก่จำเลยอยู่แล้ว ดังนั้นการที่จำเลยฎีกาโต้แย้งเพื่อขอให้มีการสืบพยบานจึงไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใด เพราะถึงอย่างไรจำเลยก็ไม่อาจนำสืบข้อเท็จจริงให้แตกต่างไปจากคำให้การที่ตนได้ยอมรับแล้วได้ คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานชอบแล้ว"
พิพากษายืน.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1712/2530
นาง สุภาพ ศ รี อร่าม โจทก์
นาง ทิพวรรณ บุญเพ็ง จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นาง สุภาพ ศ รี อร่าม · จำเลย - นาง ทิพวรรณ บุญเพ็ง |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สวัสดิ์ รอดเจริญ · ดุสิต วราโห · คำนึง อุไรรัตน์ |
| แหล่งที่มา | ADMIN |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · ADMIN