⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2292-2293/2530

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2292-2293/2530

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คดีที่ทุนทรัพย์พิพาทไม่เกิน 50,000 บาท ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง เว้นแต่เป็นปัญหาข้อกฎหมาย. การโต้แย้งดุลพินิจของศาลชั้นต้นเกี่ยวกับการส่งประเด็นและการกำหนดค่าเสียหาย ถือเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง.

ย่อคำพิพากษา

คดีที่มีทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกิน 50,000 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1, ที่ 2 และที่ 4 ใช้ค่าเสียหายจำนวน 37,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 1 แล้ว พิพากษาแก้เป็นว่าไม่บังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามฟ้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังนี้ คดีต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง ฎีกาว่าศาลชั้นต้นสั่งตัดพยานจำเลยที่ขอส่งประเด็นไปสืบที่ศาลอื่นทำให้จำเลยเสียเปรียบไม่มีโอกาสต่อสู้คดีได้เต็มภาคภูมิ และศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายสูงเกินไป เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจของศาลชั้นต้นเกี่ยวกับการส่งประเด็นและการกำหนดค่าเสียหาย จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.102 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.104 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.248 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.438

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันโดยเรียกนายสงครามเป็นโจทก์ที่ ๑ บริษัทประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด เป็นโจทก์ที่ ๒ และเรียกนายแก้ว นายสมจิต นายวุฒิไกร และบริษัทพิพัทธ์ประกันภัย จำกัด เป็นจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ตามลำดับ สำนวนแรกโจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ได้ขับรถยนต์บรรทุกในทางการที่จ้างโดยประมาทเลินเล่อชนรถยนต์ของโจทก์ที่ ๑ เสียหายรวม ๖๘,๗๐๐ บาท โจทก์ที่ ๒ เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ของโจทก์ที่ ๑ ได้จ่ายค่าซ่อมรถยนต์ของโจทก์ที่ ๑ เป็นเงิน ๓๗,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๔ เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์คันที่จำเลยที่ ๑ ขับ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ ๑ เป็นเงิน ๖๘,๗๐๐ บาท แก่โจทก์ที่ ๒ เป็นเงิน ๓๙,๓๐๐ บาท จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ ๑ ขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ ๒ และที่ ๔ ให้การว่าเหตุเกิดเพราะความประมาทเลินเล่อของคนขับรถโจทก์ที่ ๑ โจทก์ทั้งสองไม่ได้เสียหายมากดังฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง สำนวนหลังโจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นลูกจ้างผู้ปฏิบัติงานในทางการที่จ้างของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ได้ขับรถยนต์โดยประมาทเลินเล่อชนรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้เสียหาย โจทก์ต้องเสียค่าซ่อมเป็นเงิน ๒๓,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๔ เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์คันที่จำเลยที่ ๑ ขับ จึงขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้เงินจำนวน ๒๓,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ให้การว่าผู้ที่ขับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้เป็นฝ่ายที่ขับรถยนต์โดยประมาทเลินเล่อชนรถยนต์ของจำเลยที่ ๓ เสียหาย จำเลยที่ ๑และที่ ๒ ได้รับบาดเจ็บ โจทก์ไม่เสียหายมากดังฟ้องฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ ๑ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ใช้เงินจำนวน ๕๖,๒๐๐ บาทและดอกเบี้ยแก่โจทก์ที่ ๑ ให้จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ใช้เงินจำนวน ๓๗,๐๐๐ บาท และดอกเบี้ยแก่โจทก์ที่ ๒ ให้ยกฟ้องจำเลยที่ ๓ ที่ ๕ และที่ ๖ ให้ยกฟ้องของจำเลยที่ ๔ จำเลยที่ ๒ และที่ ๔ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ ๑ แล้ว พิพากษาแก้เป็นว่าไม่บังคับให้จำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์ทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ ๔ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีสองสำนวนนี้สำนวนแรกโจทก์ที่ ๒ ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน ๓๙,๓๐๐ บาทแก่โจทก์ที่ ๒ สำนวนหลังจำเลยที่ ๔ ฟ้องขอให้บังคับโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ ๕ และที่ ๖ ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน ๒๔,๗๑๕ บาทแก่จำเลยที่ ๔ จึงเป็นคดีที่มีทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ใช้ค่าเสียหายจำนวน ๓๗,๐๐๐ บาทแก่โจทก์ที่ ๒ และยกฟ้องของจำเลยที่ ๔ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ ๑ แล้ว จึงพิพากษาแก้เป็นว่าไม่บังคับให้จำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ตามฟ้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีจึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง ที่จำเลยที่ ๔ ฎีกาว่าศาลชั้นต้นสั่งตัดพยานจำเลยที่ ๔ ที่ขอส่งประเด็นไปสืบที่ศาลอื่น ทำให้จำเลยเสียเปรียบไม่มีโอกาสสู้คดีได้เต็มภาคภูมิและศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายสูงเกินไปนั้น เห็นว่า เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจของศาลชั้นต้นเกี่ยวกับการส่งประเด็นและการกำหนดค่าเสียหายจึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๕ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ พิพากษายกฎีกาจำเลยที่ ๔. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2292 - 2293/2530 นายสงคราม มหาสมบัติกุล ที่ 1 โจทก์ บริษัทประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด ที่ 2. นายแก้ว นันทพรหม ที่ 1 นายสมจิต ศุภพิริยะกุล ที่ 2 นายวุฒิไกร เหลืองบริบูรณ์ ที่ 3 บริษัทพิพัทธ์ประกันภัย จำกัดที่ 4. จำเลย บริษัทพิพัทธ์ประกันภัย จำกัด. โจทก์

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายสงคราม มหาสมบัติกุล ที่ 1 · 2. - บริษัทประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด ที่ · 2 - นายแก้ว นันทพรหม ที่ 1 นายสมจิต ศุภพิริยะกุล ที่ · จำเลย - นายวุฒิไกร เหลืองบริบูรณ์ ที่ 3 บริษัทพิพัทธ์ประกันภัย จำกัดที่ 4. · โจทก์ - บริษัทพิพัทธ์ประกันภัย จำกัด.
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุนทร จันทรศักดิ์ · สมศักดิ์ เกิดลาภผล · สาระ เสาวมล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายชัยรัตน์ ชั้นเจริญ · ศาลอุทธรณ์ - นายถาวร ตันตราภรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 770/2535ฎีกา 3206/2537ฎีกา 99/2541ฎีกา 4513/2533ฎีกา 3345/2535ฎีกา 83-84/2529ฎีกา 2409/2551ฎีกา 3616/2558ฎีกา 5332/2553ฎีกา 4549/2540ฎีกา 1360/2544ฎีกา 891/2510ฎีกา 6321/2544ฎีกา 4432/2534ฎีกา 8444/2538ฎีกา 6058/2538ฎีกา 6455/2538ฎีกา 1165/2537ฎีกา 1166/2491ฎีกา 226/2532ฎีกา 497/2539ฎีกา 459/2546ฎีกา 6196/2537ฎีกา 582/2510
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา