⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2628/2530

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2628/2530

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 มาตรา 148 ต้องลงโทษปรับเรียงตามรายตัวบุคคล แม้จะกระทำผิดร่วมกันหลายคนก็ตาม นิติบุคคลอาจต้องรับผิดในทางอาญาร่วมกับบุคคลธรรมดาซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการได้ หากการกระทำนั้นเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของนิติบุคคลและนิติบุคคลได้รับประโยชน์จากการกระทำนั้น

ย่อคำพิพากษา

ผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.2510 มาตรา 148 ซึ่งต้องระวางโทษปรับตั้งแต่หนึ่งเท่าถึงห้าเท่าของมูลค่าแร่ ตามราคาที่กำหนดโดยกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราค่าภาคหลวงแร่ มิได้มีข้อจำกัดว่า ถ้ามีผู้ร่วมกันกระทำผิดหลายคนแล้ว ให้ปรับรวมกันตามมูลค่าของแร่ เมื่อพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.2510 มิได้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น จึงนำประมวลกฎหมายอาญามาใช้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 17 ต้องลงโทษปรับจำเลยเรียงตามรายตัวบุคคล ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 31 นิติบุคคลอาจต้องรับผิดในทางอาญาร่วมกับบุคคลธรรมดาซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการของนิติบุคคลนั้นได้ หากการกระทำนั้นเป็นไปตามวัตถุประสงค์ซึ่งได้จดทะเบียนไว้ และนิติบุคคลได้รับประโยชน์อันเกิดจากการกระทำนั้น จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคล มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการกระทำกิจการต่าง ๆ แทน ลำพังจำเลยที่ 1 ไม่อาจกระทำกิจการด้วยตนเองได้การกระทำผิดเกิดขึ้นเนื่องมาจากจำเลยที่ 2 โดยตรง ย่อมต้องถือว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันเป็นตัวการกระทำความผิดฐานมีแร่ไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ มิได้โต้แย้งว่าการกระทำดังกล่าวอยู่นอกขอบวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 ศาลย่อมพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองฐานเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดได้โดยไม่จำต้องสอบถามข้อเท็จจริงจากจำเลยก่อน.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.176 ประมวลกฎหมายอาญา ม.17 ประมวลกฎหมายอาญา ม.31 ประมวลกฎหมายอาญา ม.59 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.75 พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.2510 ม.148

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.๒๕๑๐ มาตรา ๑๐๕, ๑๔๘, ๑๕๔ พระราชบัญญัติแร่ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๘, ๒๑, ๒๗ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ และริบแร่ของกลาง จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. ๒๕๑๐ มาตรา ๑๐๕, ๑๔๘, ๑๕๔ พระราชบัญญัติแร่ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๘, ๒๑, ๒๗ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ ลงโทษปรับจำเลยทั้งสองเป็นจำนวนหนึ่งเท่าครึ่งของมูลค่าแร่ เป็นเงิน ๑,๕๔๕,๑๑๒ บาท ๑๔ สตางค์ จำเลยให้การรับสารภาพเมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จแล้ว ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงปรับจำเลยทั้งสองรวมเป็นเงิน ๑,๐๓๐,๐๗๔ บาท ๗๖ สตางค์ แร่ของกลางให้ริบ โจทก์อุทธรณ์ขอให้ปรับจำเลยทั้งสองเรียงตามรายตัวบุคคล ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยทั้งสอง คนละหนึ่งเท่าครึ่งของมูลค่าแร่เป็นเงินคนละ ๑,๕๔๕,๑๑๒ บาท ๑๔สตางค์ จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จแล้ว ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงปรับจำเลยทั้งสองคนละ ๑,๐๓๐,๐๗๔ บาท ๗๖ สตางค์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.๒๕๑๐ มาตรา ๑๔๘ จะต้องถูกลงโทษปรับตั้งแต่หนึ่งเท่าถึงห้าเท่าของมูลค่าแร่ ตามราคาที่กำหนดโดยกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราค่าภาคหลวงแร่ บทบัญญัติดังกล่าวมิได้มีข้อจำกัดว่า ถ้ามีผู้ร่วมกระทำผิดหลายคนแล้ว ให้ปรับรวมกันตามมูลค่าของแร่จึงนำประมวลกฎหมายอาญามาใช้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๗ ต้องลงโทษปรับจำเลยทั้งสองเรียงตามรายตัวบุคคล ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑ คดีนี้แม้จำเลยที่ ๑ จะเป็นนิติบุคคล หากการกระทำนั้นเป็นไปตามวัตถุประสงค์ซึ่งได้จดทะเบียนไว้และจำเลยที่ ๑ ได้รับประโยชน์อันเกิดจากการกระทำนั้นแล้ว ก็ย่อมถือว่าจำเลยที่ ๑ มีเจตนากระทำผิดในทางอาญาร่วมกับจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการได้ สำหรับจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ ย่อมมีหน้าที่กระทำกิจการต่าง ๆ แทนจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นนิติบุคคล ลำพังจำเลยที่ ๑ ไม่อาจกระทำกิจการใด ๆ ด้วยตนเองได้ การกระทำผิดเกิดขึ้นเนื่องจากจำเลยที่ ๒ โดยตรงย่อมต้องถือว่าจำเลยที่ ๒ ร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ ๑ ด้วย คดีนี้เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันเป็นตัวการกระทำความผิดฐานมีแร่ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ มิได้โต้แย้งว่า การกระทำดังกล่าวอยู่นอกขอบวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ ๑ ศาลย่อมพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองฐานเป็นตัวการร่วมกันกระทำผิดตามฟ้องได้ กรณีหาจำต้องสอบถามข้อเท็จจริงดังที่จำเลยทั้งสองฎีกาแต่อย่างใดไม่ ฎีกาจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2628/2530 พนักงานอัยการจังหวัดอุทัยธานี โจทก์ บริษัทรุจิรวัฒน์ จำกัด โดยนายดำรงศักดิ์ เสถียรธรรมมณี และ นายสมศักดิ์ วงศ์สกุลไพศาล กรรมการ ที่ 1 นายดำรงศักดิ์ เสถียรธรรมมณี ที่ 2 จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดอุทัยธานี · และ - บริษัทรุจิรวัฒน์ จำกัด โดยนายดำรงศักดิ์ เสถียรธรรมมณี · นายดำรงศักดิ์ - นายสมศักดิ์ วงศ์สกุลไพศาล กรรมการ ที่ 1 · จำเลย - เสถียรธรรมมณี ที่ 2
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)จำนง นิยมวิภาต · สุรัตน์ ศรีอนุพันธุ์ · ครีภูมิ สุวรรณโรจน์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดอุทัยธานี - นายชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์ · ศาลอุทธรณ์ - นายปลิว พลชัย
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3345/2535ฎีกา 180/2554ฎีกา 2530/2527ฎีกา 712/2559ฎีกา 861/2521ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1715/2545ฎีกา 1270/2506ฎีกา 6355/2544ฎีกา 729/2483ฎีกา 3578/2531ฎีกา 848/2545ฎีกา 3237/2543ฎีกา 530/2483ฎีกา 18654/2555ฎีกา 2292/2540ฎีกา 7601/2540ฎีกา 16889/2555ฎีกา 2936/2543ฎีกา 514/2486ฎีกา 1/2567ฎีกา 1895/2492ฎีกา 5957/2530ฎีกา 693/2526
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา