⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3007/2530

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3007/2530

ป.อาญา ม.177

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การเบิกความเท็จจะมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 177 ต่อเมื่อข้อความที่เบิกความนั้นเป็นข้อสำคัญในคดี.

ย่อคำพิพากษา

จำเลยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วน เบิกความในคดีที่ห้างหุ้นส่วนดังกล่าวร้องขัดทรัพย์ว่า ในวันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดรถยนต์ จำเลยไม่อยู่โดยไปกรุงเทพมหานคร พี่น้องของจำเลยบอกจำเลยว่าได้นำเจ้าหน้าที่ศาลไปค้นหลักฐานการโอนทะเบียนรถแต่ไม่พบ แต่ในคดีร้องขัดทรัพย์นั้นมีประเด็นว่าผู้ร้องซื้อรถยนต์คันพิพาทจากจำเลยในคดีนั้นก่อนมีการยึดทรัพย์หรือไม่ ข้อความที่จำเลยเบิกความต่อศาล แม้จะเป็นเท็จก็ไม่เป็นข้อสำคัญในคดีการกระทำของจำเลยจึงไม่มีความผิดฐานเบิกความเท็จจริงตามป.อ. มาตรา 177.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.177

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายอาญา ม.177 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีแพ่งของศาลจังหวัดสิงห์บุรี ว่า "วันที่เจ้าหน้าที่ศาลไปยึดรถข้าฯไม่อยู่เข้ากรุงเทพฯ ฯลฯ" "พี่ ข้าฯ น้องข้าฯ ได้บอกข้าฯ ว่า ได้นำเจ้าหน้าที่ศาลไปค้นหลักฐานการโอนทะเบียนรถแต่ไม่พบหลักฐานการโอนทะเบียน" อันเป็นเท็จและเป็นข้อสำคัญในคดี ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 177 ให้ลงโทษจำคุก 4 เดือน โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าข้อความเท็จที่จำเลยเบิกความต่อศาลในการพิจารณาคดีนั้นเป็นข้อสำคัญในคดีหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า คดีเดิมคือคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 216/2525 ของศาลจังหวัดสิงห์บุรีนั้นมีผู้ร้องขัดทรัพย์ยื่นคำร้องว่าทรัพย์ที่โจทก์นำยึดคือรถยนต์บรรทุกคันหมายเลขทะเบียนสิงห์บุรี 80-0484 เป็นของผู้ร้อง โดยซื้อมาจากนางสมโภชจำเลยในคดีดังกล่าวขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด โจทก์ยื่นคำให้การในคดีนั้นว่า สัญญาซื้อขายระหว่างผู้ร้องกับจำเลยทำขึ้นภายหลังที่รถยนต์คันดังกล่าวถูกยึด สัญญาซื้อขายลงวันที่ย้อนหลังโดยไม่สุจริต การซื้อขายมิได้ทำกันจริง ในการพิจารณาคดีดังกล่าวจำเลยซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างผู้ร้องเบิกความว่า ในวันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดรถยนต์คันนี้จำเลยไม่อยู่ จำเลยไปกรุงเทพมหานคร พี่น้องของจำเลยบอกจำเลยว่าได้นำเจ้าหน้าที่ศาลไปค้นหลักฐานการโอนทะเบียนรถแต่ไม่พบ จากข้อเท็จจริงที่ได้ความดังกล่าวศาลฎีกาเห็นว่า คดีร้องขัดทรัพย์นั้นมีประเด็นว่าผู้ร้องซื้อรถยนต์คันพิพาทจากจำเลยในคดีนั้นก่อนมีการยึดทรัพย์หรือไม่ ดังนี้ ข้อความที่จำเลยเบิกความต่อศาลดังกล่าวแม้จะเป็นเท็จก็ไม่เป็นข้อสำคัญในคดี การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3007/2530 นายหลอย ฟักสี โจทก์ นายสุขกิจ เทียนถาวร จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายหลอย ฟักสี · จำเลย - นายสุขกิจ เทียนถาวร
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ครีภูมิ สุวรรณโรจน์ · สุรัตน์ ศรีอนุพันธุ์ · จำนง นิยมวิภาต
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4784/2529ฎีกา 3014/2531ฎีกา 730/2516ฎีกา 22/2466ฎีกา 3584/2524ฎีกา 2907/2526ฎีกา 18211/2555ฎีกา 605/2511ฎีกา 374/2537ฎีกา 1998/2553ฎีกา 191/2520ฎีกา 13657/2555ฎีกา 904/2516ฎีกา 769-770/2539ฎีกา 3098/2539ฎีกา 4974/2531ฎีกา 957-958/2525ฎีกา 3127/2540ฎีกา 3870/2550ฎีกา 556/2514ฎีกา 497/2537ฎีกา 4582/2543ฎีกา 2753/2540ฎีกา 505/2525
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ