⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 359/2530

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 359/2530

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สัญญาที่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ถือเป็นที่ทราบทั่วกันและเป็นข้อที่ศาลรับรู้ได้เอง โดยไม่ต้องมีการนำสืบ

ย่อคำพิพากษา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นลงโทษปรับจำเลยสถานเดียวเป็นเงิน 56,025 บาท คดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 ประกาศกระแสพระบรมราชโองการให้ใช้สัญญาว่าด้วยการเดินรถไฟระหว่างพระราชอาณาจักรสยามกับกลันตัน ไทรบุรี เปอร์ลิศ และสหรัฐมลายู ลงวันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2467 เป็นพระบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ซึ่งเป็นพระมหากษัตริย์ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มีผลบังคับใช้เป็นกฎหมาย เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วถือว่าเป็นที่ทราบทั่วกันและเป็นข้อที่ศาลรับรู้ได้เอง มิใช่เป็นข้อเท็จจริงที่ต้องนำสืบโจทก์จึงไม่ต้องนำสืบถึงความมีอยู่ของประกาศกระแสพระบรมราชโองการดังกล่าว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.218 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.84 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.85

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.๒๔๖๙ มาตรา ๒๗ พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ ๙) พ.ศ.๒๔๘๒ มาตรา ๑๖, ๑๗ พระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๐๔ มาตรา ๔, ๒๒, ๓๘ ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๐๘ พระราชบัญญัติควบคุมการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ.๒๔๘๒ มาตรา ๓ พระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๕,๗, ๒๐, ๒๔ พระราชกฤษฎีกาควบคุมการส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งสินค้าบางอย่าง (ฉบับที่ ๒๙) พ.ศ.๒๕๐๙ มาตรา ๓ ประกาศกระแสพระบรมราชโองการให้ใช้สัญญาว่าด้วยการเดินรถไฟระหว่างพระราชอาณาจักรสยามกับกลันตัน ไทรบุรี เปอร์ลิส และสหรัฐมลายู ริบพระพุทธรูปของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานนำของต้องห้าม ต้องกำกัดออกไปนอกราชอาณาจักรโดยมิได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๕, ๗, ๒๐ พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.๒๔๖๙ มาตรา ๒๗ เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ.๒๕๒๒ ซึ่งเป็นบทหนักปรับ ๕ เท่าของราคาสินค้าเป็นเงิน ๑๑๒,๐๕๐ บาท คำให้การของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี เป็นเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงปรับ ๕๖,๐๒๕ บาทริบพระพุทธรูปของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ลงโทษปรับจำเลยสถานเดียวเป็นเงิน ๕๖,๐๒๕ บาทจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘ ที่จำเลยฎีกาว่าพระพุทธรูปของกลางเป็นของบุคคลอื่น มิใช่ของจำเลย จำเลยเพียงแต่ช่วยเหลือในการขออนุญาตนำออกนอกราชอาณาจักรเท่านั้น ล้วนแต่เป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่ศาลล่างทั้งสองรับฟังมา เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่ต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย คงมีปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่าประกาศกระแสพระบรมราชโองการให้ใช้สัญญาว่าด้วยการเดินรถไฟระหว่างพระราชอาณาจักรสยามกับกลันตัน ไทรบุรี เปอร์ลิศและสหรัฐมลายู มีข้อความว่า เมื่อพ้นกำหนด ๑๐ ปีแล้ว ให้มีอายุต่อไปเป็นปี ๆ จนกว่าคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะบอกเลิก ถ้ามีการบอกเลิกเช่นนี้แล้ว ให้สัญญานี้สิ้นอายุเมื่อพ้นกำหนด ๑ ปี นับจากวันที่ได้รับแจ้งความบอกเลิกนั้น โจทก์มิได้นำสืบว่าประกาศกระแสพระบรมราชโองการดังกล่าวยังใช้บังคับอยู่และคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยังมิได้บอกเลิก จำเลยย่อมไม่มีความผิด ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนซึ่งศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงมาว่า เจ้าหน้าที่ศุลกากรตรวจค้นพบพระพุทธรูปของกลางอยู่ในห้องนอนบนตู้รถไฟที่สถานีรถไฟร่วมปาดังเบซาร์อันเป็นสถานีรถไฟร่วมระหว่างไทย - มาเลเซีย ซึ่งอยู่ในเขตประเทศมาเลเซียซึ่งตามประกาศกระแสพระบรมราชโองการในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๖ ให้ศาลของประเทศไทยมีอำนาจชำระคดีได้ พิเคราะห์แล้ว เห็นว่าประกาศกระแสพระบรมราชโองการให้ใช้สัญญาว่าด้วยการเดินรถไฟ ระหว่างพระราชอาณาจักรสยามกับกลันตัน ไทรบุรี เปอร์ลิศและสหรัฐมลายู ลงวันที่ ๒๔ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๖๗ เป็นพระบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๖ ซึ่งเป็นพระมหากษัตริย์ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จึงมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมาย เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ย่อมถือว่าเป็นที่ทราบทั่วกัน จึงเป็นข้อที่ศาลรับรู้ได้เอง มิใช่เป็นข้อเท็จจริงที่คู่ความจะต้องนำสืบ โจทก์จึงหาต้องนำสืบถึงความมีอยู่ของบทกฎหมายดังที่จำเลยฎีกามาแต่อย่างใดไม่ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาคดีมาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 359/2530 พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา โจทก์ นายปิยะพงษ์ ยศแก้ว จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา · จำเลย - นายปิยะพงษ์ ยศแก้ว
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สาระ เสาวมล · สมศักดิ์ เกิดลาภผล · สุนทร จันทรศักดิ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสงขลา - นายชำนาญ รวิวรรณพงษ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายจองทรัพย์ เที่ยงธรรม
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 99/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 1588/2479ฎีกา 10648/2554ฎีกา 4276/2534ฎีกา 7988/2551ฎีกา 2186/2550ฎีกา 2135/2518ฎีกา 1638/2492ฎีกา 6416/2541ฎีกา 4041/2542ฎีกา 6911/2544ฎีกา 2963/2535ฎีกา 1765/2492ฎีกา 5712/2541ฎีกา 6321/2544ฎีกา 70/2518ฎีกา 3329/2550ฎีกา 1165/2537ฎีกา 591/2513ฎีกา 540/2485ฎีกา 1561-1562/2518ฎีกา 848/2534ฎีกา 1166/2491
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา