⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 359/2530

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 359/2530

ป.วิ.อาญา ม.15, 218 · ป.วิ.แพ่ง ม.84, 85

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สัญญาที่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ถือเป็นที่ทราบทั่วกันและเป็นข้อที่ศาลรับรู้ได้เอง โดยไม่ต้องมีการนำสืบ

ย่อคำพิพากษา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นลงโทษปรับจำเลยสถานเดียวเป็นเงิน 56,025 บาท คดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 ประกาศกระแสพระบรมราชโองการให้ใช้สัญญาว่าด้วยการเดินรถไฟระหว่างพระราชอาณาจักรสยามกับกลันตัน ไทรบุรี เปอร์ลิศ และสหรัฐมลายู ลงวันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2467 เป็นพระบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ซึ่งเป็นพระมหากษัตริย์ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มีผลบังคับใช้เป็นกฎหมาย เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วถือว่าเป็นที่ทราบทั่วกันและเป็นข้อที่ศาลรับรู้ได้เอง มิใช่เป็นข้อเท็จจริงที่ต้องนำสืบโจทก์จึงไม่ต้องนำสืบถึงความมีอยู่ของประกาศกระแสพระบรมราชโองการดังกล่าว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.218 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.84 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.85

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.218 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.84 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.85 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.๒๔๖๙ มาตรา ๒๗ พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ ๙) พ.ศ.๒๔๘๒ มาตรา ๑๖, ๑๗ พระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๐๔ มาตรา ๔, ๒๒, ๓๘ ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๐๘ พระราชบัญญัติควบคุมการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ.๒๔๘๒ มาตรา ๓ พระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๕,๗, ๒๐, ๒๔ พระราชกฤษฎีกาควบคุมการส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งสินค้าบางอย่าง (ฉบับที่ ๒๙) พ.ศ.๒๕๐๙ มาตรา ๓ ประกาศกระแสพระบรมราชโองการให้ใช้สัญญาว่าด้วยการเดินรถไฟระหว่างพระราชอาณาจักรสยามกับกลันตัน ไทรบุรี เปอร์ลิส และสหรัฐมลายู ริบพระพุทธรูปของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานนำของต้องห้าม ต้องกำกัดออกไปนอกราชอาณาจักรโดยมิได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๕, ๗, ๒๐ พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.๒๔๖๙ มาตรา ๒๗ เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ.๒๕๒๒ ซึ่งเป็นบทหนักปรับ ๕ เท่าของราคาสินค้าเป็นเงิน ๑๑๒,๐๕๐ บาท คำให้การของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี เป็นเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงปรับ ๕๖,๐๒๕ บาทริบพระพุทธรูปของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ลงโทษปรับจำเลยสถานเดียวเป็นเงิน ๕๖,๐๒๕ บาทจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘ ที่จำเลยฎีกาว่าพระพุทธรูปของกลางเป็นของบุคคลอื่น มิใช่ของจำเลย จำเลยเพียงแต่ช่วยเหลือในการขออนุญาตนำออกนอกราชอาณาจักรเท่านั้น ล้วนแต่เป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่ศาลล่างทั้งสองรับฟังมา เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่ต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย คงมีปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่าประกาศกระแสพระบรมราชโองการให้ใช้สัญญาว่าด้วยการเดินรถไฟระหว่างพระราชอาณาจักรสยามกับกลันตัน ไทรบุรี เปอร์ลิศและสหรัฐมลายู มีข้อความว่า เมื่อพ้นกำหนด ๑๐ ปีแล้ว ให้มีอายุต่อไปเป็นปี ๆ จนกว่าคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะบอกเลิก ถ้ามีการบอกเลิกเช่นนี้แล้ว ให้สัญญานี้สิ้นอายุเมื่อพ้นกำหนด ๑ ปี นับจากวันที่ได้รับแจ้งความบอกเลิกนั้น โจทก์มิได้นำสืบว่าประกาศกระแสพระบรมราชโองการดังกล่าวยังใช้บังคับอยู่และคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยังมิได้บอกเลิก จำเลยย่อมไม่มีความผิด ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนซึ่งศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงมาว่า เจ้าหน้าที่ศุลกากรตรวจค้นพบพระพุทธรูปของกลางอยู่ในห้องนอนบนตู้รถไฟที่สถานีรถไฟร่วมปาดังเบซาร์อันเป็นสถานีรถไฟร่วมระหว่างไทย - มาเลเซีย ซึ่งอยู่ในเขตประเทศมาเลเซียซึ่งตามประกาศกระแสพระบรมราชโองการในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๖ ให้ศาลของประเทศไทยมีอำนาจชำระคดีได้ พิเคราะห์แล้ว เห็นว่าประกาศกระแสพระบรมราชโองการให้ใช้สัญญาว่าด้วยการเดินรถไฟ ระหว่างพระราชอาณาจักรสยามกับกลันตัน ไทรบุรี เปอร์ลิศและสหรัฐมลายู ลงวันที่ ๒๔ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๖๗ เป็นพระบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๖ ซึ่งเป็นพระมหากษัตริย์ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จึงมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมาย เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ย่อมถือว่าเป็นที่ทราบทั่วกัน จึงเป็นข้อที่ศาลรับรู้ได้เอง มิใช่เป็นข้อเท็จจริงที่คู่ความจะต้องนำสืบ โจทก์จึงหาต้องนำสืบถึงความมีอยู่ของบทกฎหมายดังที่จำเลยฎีกามาแต่อย่างใดไม่ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาคดีมาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 359/2530 พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา โจทก์ นายปิยะพงษ์ ยศแก้ว จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา · จำเลย - นายปิยะพงษ์ ยศแก้ว
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สาระ เสาวมล · สมศักดิ์ เกิดลาภผล · สุนทร จันทรศักดิ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสงขลา - นายชำนาญ รวิวรรณพงษ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายจองทรัพย์ เที่ยงธรรม
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 21848/2555ฎีกา 99/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 1588/2479ฎีกา 10648/2554ฎีกา 4276/2534ฎีกา 7988/2551ฎีกา 2186/2550ฎีกา 2135/2518ฎีกา 1638/2492ฎีกา 917/2564ฎีกา 605/2511ฎีกา 6416/2541ฎีกา 4041/2542ฎีกา 6911/2544ฎีกา 2963/2535ฎีกา 1765/2492ฎีกา 5712/2541ฎีกา 2092/2564ฎีกา 6321/2544ฎีกา 72/2505ฎีกา 70/2518ฎีกา 960/2559ฎีกา 3329/2550
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา