⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3655/2530

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3655/2530

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่เกิดจากการบันดาลโทสะเพราะถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม อาจเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 หากการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย โดยศาลอาจรอการลงโทษจำคุกได้หากมีเหตุอันสมควร.

ย่อคำพิพากษา

ผู้ตายถือขวดแตกจะแทงจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 วิ่งหนีผู้ตายไล่ตาม จำเลยที่ 1 คว้าไม้ท่อนจะตีผู้ตาย ผู้ตายวิ่งหนีไป จึงถือได้ว่าสิทธิในการป้องกันตนของจำเลยที่ 1 ขาดตอนไปแล้ว การที่จำเลยที่ 1 โมโหวิ่งไล่ตามอีก และผู้ตายว่าแน่จริงก็เข้ามาเลย พร้อมทั้งกระโดดเข้าแทงถูกข้อมือซ้ายจำเลยที่ 1 ขณะที่จำเลยที่ 1 หันหลังกลับ พฤติการณ์ของผู้ตายเช่นนี้ถือได้ว่าเป็นการข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุไม่เป็นธรรม การที่จำเลยที่ 1 ใช้ไม้ท่อนตีผู้ตายจนถึงแก่ความตาย จึงเป็นการกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72 และการที่จำเลยที่ 1 ตีผู้ตายหลายครั้งก็เพราะที่เกิดเหตุเป็นที่มืดและเปลี่ยว ประกอบกับผู้ตายมีรูปร่างใหญ่กว่า ทั้งปรากฏจากรายงานการตรวจศพท้ายฟ้องว่าผู้ตายมีบาดแผลหลายแห่งทั้งที่ศีรษะมือซ้าย และข้อศอกซ้าย แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ตีในระยะเวลาฉุกละหุกไม่มีโอกาสเลือกที่ตี และไม่อาจทราบได้ว่าจะถูกตรงที่ใด ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ทำร้ายผู้ตายโดยมิได้เจตนาฆ่า แต่ทำรุนแรงเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 ซึ่งแม้โจทก์จะฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 อันเป็นบทที่หนักกว่า ศาลก็ย่อมลงโทษตามมาตรา 290 อันเป็นบทที่เบากว่าได้ เหตุที่เกิดขึ้นเนื่องจากผู้ตายเข้าไปหาเรื่องและทำร้ายฝ่ายจำเลยก่อน ทั้งผู้ตายมีรูปร่างล่ำสันใหญ่กว่าจำเลยที่ 1ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 กำลังศึกษาเล่าเรียน เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดี ประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้รับโทษจำคุกมาก่อน สมควรให้รอการลงโทษจำเลยที่ 1.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.56 ประมวลกฎหมายอาญา ม.68 ประมวลกฎหมายอาญา ม.72 ประมวลกฎหมายอาญา ม.288 ประมวลกฎหมายอาญา ม.290

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันชกต่อยและใช้ไม้ท่อนสี่เหลี่ยมขนาด ๓ X ๑ นิ้วครึ่ง ยาว ๑.๒๐ เมตร ๑ ท่อน เป็นอาวุธตีผู้ตายถึงแก่ความตาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓,๘๓, ๒๘๘ ริบของกลาง จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๘๘, ๗๒, ๓๓ ลงโทษจำคุกมีกำหนด ๓ ปี ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ หนึ่งในสาม คงเหลือจำคุก ๒ ปี ริบของกลาง ยกฟ้องจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามฟ้อง จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษ ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ลงโทษจำคุกคนละ ๑๘ ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ หนึ่งในสามคงเหลือจำคุก จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ คนละ ๑๒ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อผู้ตายถือขวดแตกจะแทงจำเลยที่ ๑ นั้น จำเลยที่ ๑ วิ่งหนี ผู้ตายไล่ตาม จำเลยที่ ๑ คว้าไม้ท่อนจะตีผู้ตาย ผู้ตายวิ่งหนีไป จึงถือได้ว่าสิทธิในการป้องกันตนของจำเลยที่ ๑ ขาดตอนไปแล้ว การที่จำเลยที่ ๑ โมโหวิ่งไล่ตามอีก และผู้ตายว่าแน่จริงก็เข้ามาเลยพร้อมทั้งกระโดดเข้าแทงถูกข้อมือซ้ายจำเลยที่ ๑ ขณะที่จำเลยที่ ๑ หันหลังกลับ พฤติการณ์ของผู้ตายเช่นนี้ ถือได้ว่าเป็นการข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุไม่เป็นธรรม การที่จำเลยที่ ๑ ใช้ไม้ท่อนตีผู้ตายถึงแก่ความตาย จึงเป็นการกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๒ และการที่จำเลยที่ ๑ ตีผู้ตาย หลายครั้ง ก็เพราะที่เกิดเหตุเป็นที่มืดและเปลี่ยวประกอบกับผู้ตายมีรูปร่างใหญ่กว่า ทั้งปรากฏจากรายงานการตรวจศพท้ายฟ้องว่า ผู้ตายมีบาดแผลหลายแห่งทั้งที่ศีรษะ มือซ้ายและข้อศอกซ้าย แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ ๑ ตีในระยะเวลาฉุกละหุกไม่มีโอกาสเลือกที่ดี และไม่อาจทราบได้ว่าจะถูกตรงที่ใด ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ ๑ ทำร้ายผู้ตายโดยมิได้มีเจตนาฆ่า แต่ทำรุนแรงเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๐ ซึ่งแม้โจทก์จะฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ อันเป็นบทที่หนักกว่าศาลก็ย่อมลงโทษตามมาตรา ๒๙๐ อันเป็นบทที่เบากว่าได้ อย่างไรก็ตามเหตุที่เกิดขึ้นครั้งนี้ก็เนื่องจากผู้ตายเข้าไปหาเรื่อง และทำร้ายฝ่ายจำเลยก่อน ทั้งผู้ตายมีรูปร่างล่ำสันใหญ่กว่าจำเลยที่ ๑ ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ ๑ กำลังศึกษาเล่าเรียนเมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดี ประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ ได้รับโทษจำคุกมาก่อน ดังนั้น ข้อที่จำเลยที่ ๑ ฎีกาขอให้รอการลงโทษจึงฟังขึ้น ส่วนจำเลยที่ ๒ นั้น โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานพอที่จะบ่งชี้ว่าร่วมกับจำเลยที่ ๑ ทำร้ายผู้ตาย พยานหลักฐานโจทก์จึงไม่พอรับฟังว่าจำเลยที่ ๒ กระทำผิดตามฟ้อง พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๐, ๗๒ ให้ลงโทษจำคุกมีกำหนด ๓ ปี ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๒ ปี และให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๓ ปี ยกฟ้องจำเลยที่ ๒ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3655/2530 พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์ นายมงคล สุคนธรส กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ กรมอัยการ · จำเลย - นายมงคล สุคนธรส กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อรรถวิทย์ วรรธนวินิจ · ดุสิต วราโห · สวัสดิ์ รอดเจริญ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญาธนบุรี - นายไพศาล รางชางกูร · ศาลอุทธรณ์ - นายเสงี่ยม ทวีชัยการ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1597/2522ฎีกา 1891/2500ฎีกา 2530/2527ฎีกา 180/2554ฎีกา 226/2529ฎีกา 1268/2515ฎีกา 5598/2540ฎีกา 3887/2542ฎีกา 2958/2540ฎีกา 633/2540ฎีกา 664/2520ฎีกา 3911/2568ฎีกา 1162/2508ฎีกา 235/2499ฎีกา 551/2514ฎีกา 3237/2543ฎีกา 7601/2540ฎีกา 1082/2511ฎีกา 1165/2537ฎีกา 5957/2530ฎีกา 1189/2537ฎีกา 110/2513ฎีกา 1215/2501ฎีกา 2632/2529
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา